การตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สำคัญและมีความสำคัญมากในชีวิตของสาวข้ามเพศ แต่กว่าจะได้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เพียงแค่ตัดสินใจจะผ่าตัดแล้วก็สามารถทำได้โดยทันที แต่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อที่จะให้ได้รับการยอมรับโดยรอบด้านก่อนที่จะทำการผ่าตัดเพื่อที่จะให้ร่างกายภายนอกสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศภายใน

การตรวจสอบที่ว่านั้นไม่ใช่การตรวจสอบโดยคนรอบข้าง หรือการยอมรับจากเพื่อนและครอบครัวเท่านั้นแต่เป็นการทำให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องและเป็นการปฏิบัติกันทั่วโลกตามมาตรฐานทางการแพทย์สากล โดยการพบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศเป็นการยืนยันความพร้อมทางจิตใจ และช่วยให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่รอบด้าน ไม่ส่งผลต่อสภาพจิตใจในอนาคต
การพบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศนั้นเพื่อทำการประเมินทางจิตเวชก่อนการผ่าตัดแปลงเพศมีมาตรฐานโดยจะอิงตามหลักปฏิบัติสากล (เช่น ของ World Professional Association for Transgender Health – WPATH) ไม่เพียงเท่านั้นจะต้องตรงกับข้อกำหนดในประเทศไทยด้วย เพื่อเป็นการเน้นย้ำว่าได้รับการประเมินสภาพจิตใจและได้รับการตัดสินใจที่ดีและถูกต้องก่อนเข้ารับการแปลงเพศ
ความสำคัญของการพบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศ
การพบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศนั้นเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่จำเป็นต้องปฏิบัติก่อนเข้ารับการแปลงเพศ และยังเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้เข้ารับการผ่าตัดในระยะยาวด้วย
เนื่องจากจิตแพทย์จะต้องประเมินคนไข้ผู้เข้ารับบริการว่า
- มีภาวะ “Gender Dysphoria” หรือภาวะไม่มีความพึงพอใจในเพศสภาพกำเนิดหรือไม่
- พร้อมทั้งตรวจสอบว่าสภาพจิตใจอยู่ในเกณฑ์ที่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างถาวรหรือไม่
การผ่าตัดแปลงเพศนับเป็นการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่มีผลต่อชีวิตในระยะยาวเป็นอย่างมาก การพบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศและได้รับการประเมินจากจิตแพทย์จึงเป็นเหมือนการ ตรวจความพร้อมด้านจิตใจโดยละเอียดก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญ
พบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศจิตแพทย์จะมีการประเมินอย่างไรบ้าง
1. ประเมินอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity Assessment)
จิตแพทย์จะมีการสัมภาษณ์ผู้เข้ารับการประเมิน (คนไข้ผู้เข้ารับบริการ) อย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจถึงอัตลักษณ์ทางเพศและความต้องการอย่างแท้จริง รวมถึงช่วงเวลา ระยะเวลา ที่เริ่มรู้สึกว่าเพศกำเนิดไม่ตรงกับตัวตน ไม่มีความสุขต่อเพศสภาพเดิม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการยืนยันว่าไม่ใช่เพียงความต้องการชั่วคราว แต่เป็นภาวะความต้องการที่คงที่และมีความต่อเนื่อง

ยืนยันความต้องการที่แท้จริงการวินิจฉัยภาวะ Gender Dysphoria
จิตแพทย์จะทำการวินิจฉัยภาวะ Gender Dysphoria หรือภาวะความไม่สอดคล้องกันระหว่างเพศสภาพตั้งแต่กำเนิดกับอัตลักษณ์ทางเพศหรือความต้องการของเพศที่รับรู้ของคนไข้ผู้เข้ารับบริการ โดยในปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกได้จัดให้เป็น ‘ภาวะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศ’ ไม่ใช่โรคจิตเวชแล้ว
- เข้ารับการประเมินเพื่อตัดสินว่าบุคคลนั้นเป็นคนข้ามเพศจริงหรือไม่ ต้องได้รับการยืนยันว่าบุคคลนั้นมีภาวะ Gender Dysphoria อย่างต่อเนื่องและคงที่ตามเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์
- การผ่าตัดแปลงเพศเป็นการผ่าตัดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ การประเมินจากจิตแพทย์จึงจำเป็นต้องใบรับรองจากจิตแพทย์ขั้นต่ำ 2 ท่าน ตามข้อกำหนดของประเทศไทย เพื่อเป็นการรับรองว่ามีความต้องการในการผ่าตัดแปลงเพศไม่ได้เป็นเพียงความต้องการชั่ววูบ ตามเทรนด์ มีคนพูดชักจูง ความเข้าใจผิด หรือมาจากสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่คงที่
- การได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องจะนำไปสู่การออก ใบรับรองผ่าตัด Psychological Assessment License เพื่อให้ศัลยแพทย์ดำเนินการผ่าตัดในขั้นตอนถัดไปได้

2. ตรวจสภาพจิตใจ ภาวะทางอารมณ์และสุขภาพจิตโดยรวม
ผู้ที่มีความต้องการในการเข้ารับการแปลงเพศอาจมีประสบการณ์ทางอารมณ์ที่พบเจอต่างๆทางสังคม เช่น ความเครียดสะสมต่างๆ การกดดันทางสังคม หรือปัญหาครอบครัว ดังนั้นจิตแพทย์จะช่วยประเมินภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือโรคจิตเวชต่างๆที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจร่วมด้วย
หากพบว่ามีภาวะทางจิตใจ หรือโรคจิตเวชจะต้องเข้ารับการรักษาจนอาการคงที่ให้เรียบร้อยก่อน โดยจิตแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลจนกว่าผู้เข้ารับบริการจะมีความพร้อมสำหรับการเข้าประเมินใหม่
อีกทั้งจะมีการประเมินการจัดการตัวเองในด้านต่างๆ เช่น ความเครียด ความเจ็บ เนื่องจากการผ่าตัดแปลงเพศเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนในการพักฟื้น ความสม่ำเสมอในการดูแล และการปรับตัวหลังการผ่าตัด จิตแพทย์จะประเมินความสามารถในการรับมือกับความเครียด ความเจ็บปวด และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

3. ให้คำปรึกษา และให้การสนับสนุนทางอารมณ์
จิตแพทย์จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการผ่าตัดแปลงเพศ ในด้านของการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย รวมถึงผลต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในสังคม เพื่อให้คนไข้ผู้เข้ารับบริการสามารถตัดสินใจอย่างมีสติและรอบคอบ ไม่ใช่เพียงเพราะความต้องการฉาบฉวย

4. ทำความเข้าใจความคาดหวังและผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลในการแปลงเพศ
ในกรณีที่คนไข้ผู้เข้ารับบริการอาจมีความคาดหวังต่อผลลัพธ์หลังการผ่าตัดแปลงเพศที่สูงเกินจริง หรือคาดหวังว่าการผ่าตัดแปลงเพศจะช่วยแก้ปัญหาอื่น ๆ ในชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพศสภาพได้
- โดยจิตแพทย์จะช่วยประเมินว่าคนไข้ผู้เข้ารับบริการมีความเข้าใจ หรือไม่ว่าการผ่าตัดแปลงเพศคืออะไร ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการผ่าตัดแปลงเพศคืออะไร เป็นอย่างไร มีข้อจำกัด ความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง
- การปรึกษาจะช่วยให้คนไข้ผู้เข้ารับบริการสามารถแยกแยะได้ว่า ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน หรือปัญหาด้านความสัมพันธ์ จะไม่ถูกแก้ไขด้วยการผ่าตัดแปลงเพศ แต่เป็นเพียงการจัดการกับภาวะ Gender Dysphoria ที่เป็นอยู่เท่านั้น
- การทำความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยป้องกัน ความผิดหวังที่จะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือความรู้สึกเสียใจในภายหลังได้

5. การเตรียมความพร้อมทางสังคมและชีวิตประจำวัน (Real-Life Experience)
ตามมาตรฐานสากล ผู้ที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศควรผ่านช่วงเวลาของการใช้ชีวิตตามเพศที่ตนเองรับรู้มาแล้วในสังคมจริง
- การใช้ชีวิตเป็นเพศตรงข้าม
คนไข้ผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องผ่านการใช้ชีวิตเป็นเพศหญิงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปีโดยประมาณ และได้รับการบำบัดด้วยฮอร์โมนก่อนเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ทดลองปรับตัวเข้ากับบทบาททางสังคมเสียก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
- การสนับสนุนทางสังคม
จิตแพทย์จะช่วยประเมินสภาพแวดล้อมทางสังคม ครอบครัว และที่ทำงานว่ามีความเข้าใจและให้การสนับสนุนต่อการแปลงเพศมากน้อยเพียงใด ขาดการสนับสนุนที่ดีจากสังคมรอบข้างอาจทำให้เกิดความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตหลังการผ่าตัดได้

6. ออกใบรับรองความพร้อมทางจิตใจ (Psychiatric Certificate)
จะมีการให้เอกสาร โดยเอกสารฉบับนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้ารับการผ่าตัดในประเทศไทย ตามแนวทางของแพทยสภาและสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย โดยจะต้องใช้จิตแพทย์อย่างน้อย 2 ท่านจะต้องร่วมกันลงความเห็นว่าผู้รับการประเมินมีความพร้อมทางจิตใจที่จะเข้าสู่การผ่าตัดแปลงเพศ

แนวทางตามมาตรฐาน WPATH
สมาคมวิชาชีพด้านสุขภาพข้ามเพศโลก หรือ World Professional Association for Transgender Health ( WPATH ) ได้กำหนดแนวทาง “Standards of Care” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการดูแลผู้ที่มีภาวะ Gender Dysphoria โดยมีการกำหนดให้ผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศต้องได้รับการประเมินจากจิตแพทย์ก่อนเสมอ
ตามมาตรฐาน WPATH ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะต้อง พบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศและผ่านการประเมินครบทุกด้านคือ
- ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ Gender Dysphoria อย่างต่อเนื่อง
- คนไข้ผู้เข้ารับบริการจะต้องอยู่ในภาวะจิตใจที่มั่นคง ไม่มีโรคจิตเวชรุนแรงที่อาจรบกวนการตัดสินใจ
- ได้รับการบำบัดหรือใช้ชีวิตในเพศที่ต้องการมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี เพื่อยืนยันความมั่นคงของอัตลักษณ์ทางเพศ
- ได้รับข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับผลของการผ่าตัดและรับได้ ทั้งข้อดี ข้อจำกัด และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
พบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศช่วยลดความเสี่ยงหลังการผ่าตัด
การแปลงเพศไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ยังมีผลต่อจิตใจและชีวิตประจำวันหลังการผ่าตัด เช่น การยอมรับจากครอบครัว การปรับตัวกับร่างกาย หรือความคาดหวังที่อาจไม่ตรงกับความจริง
หากไม่ได้รับการเตรียมตัวและเตรียมใจอย่างเหมาะสม อาจเผชิญกับปัญหาหลังการผ่าตัด เช่น
- ความรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ หรือความเป็นตัวเอง
- ความผิดหวังจากผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง
- เกิดภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวลต่างๆ
- ความเครียดจากการปรับตัวในสังคม
พบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศจึงมีความสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและยอมรับผลของการผ่าตัดอย่างเป็นจริง

พบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศคือการเตรียมใจและเตรียมความพร้อมเพื่อชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์
การพบจิตแพทย์ก่อนผ่าตัดแปลงเพศจึงไม่ใช่การตรวจเพียงเพื่อผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย แต่เป็นมาตรการที่จำเป็น ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมทางใจ เพื่อให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดได้เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคมได้เป็นอย่างดี
การผ่าตัดแปลงเพศนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด การประเมินทางจิตเวชเป็นเหมือนการวางรากฐานทางสุขภาพจิตที่แข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถก้าวไปข้างหน้าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์อย่างถูกต้องจะช่วยให้กระบวนการแปลงเพศเป็นการเดินทางที่มั่นคง และยังช่วยเพิ่มความสุขในเพศสภาพที่เราเป็นผู้เลือกเอง

