อย่างที่ทราบกันดีว่าทุกการผ่าตัดศัลยกรรม ไม่ใช่การทำหัตถการที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ หรือทำแล้วสามารถเห็นผลลัพท์และใช้งานได้เลย โดยเฉพาะการแปลงเพศจากชายเป็นหญิงเนื่องจากบางเทคนิคเป็นการผ่าตัดเพื่อสร้างช่องคลอด โดยการใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นๆของร่างกาย มาเพื่อสร้างเป็นช่องคลอดทำให้ศัลยแพทย์จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดที่มีหลายขั้นตอน จึงทำให้ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น ต้องใจเย็น และให้เวลาในการสมานแผลจนกว่าจะแห้งสนิท และสามารถใช้งานได้ตามปกติ ช่วงเวลาหลังการแปลงเพศจึงมีความสำคัญไม่แพ้การผ่าตัดเลย เพราะผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการพักฟื้นและการปฏิบัติตัวของอย่างเคร่งครัด
แปลงเพศต้องนอนโรงบาลกี่วัน ? จะได้เตรียมตัวถูก ต้องวางแผนทั้งเรื่องวันลา การเดินทาง ที่พักของผู้ดูแล รวมถึงการเตรียมตัวสำหรับการพักฟื้นหลังออกจากโรงพยาบาลเป็นคำถามที่ควรทราบเพื่อที่จะได้เตรียมตัวถูก
ระยะเวลาการนอนพักที่โรงพยาบาลของแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน โดยจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เป็นองค์ประกอบ เช่น เทคนิคการผ่าตัด สุขภาพ การฟื้นตัวของแต่ละเคสหลังดมยาสลบ รวมถึงการประเมินของศัลยแพทย์ถึงอาการเบื้องต้น ว่าผู้ป่วยควรกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้หรือไม่
บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า หลังผ่าตัดแปลงเพศควรนอนโรงพยาบาลกี่วัน ในแต่ละวันระหว่างพักรักษาตัวจะต้องทำอะไรบ้าง และเมื่อกลับบ้านแล้วต้องดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อให้แผลหายดี ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และได้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดที่ดีที่สุด
หลังแปลงเพศต้องนอนโรงบาลกี่วัน?
ปกติแล้วผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะต้องทำการนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณเป็นเวลา 5–7 วัน แต่บางกรณีอาจใช้ระยะเวลาสั้นหรือยาวกว่านี้ก็ได้ เพราะขึ้นอยู่กับการประเมินของศัลยแพทย์ผู้ดูแล
สำหรับช่วงเวลาที่พักฟื้นร่างกายและแผลอยู่ในโรงพยาบาลนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการพักฟื้นเฉยๆเท่านั้น แต่ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากศัลยแพทย์ และแพทย์หลายๆท่านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายของคนไข้ผู้เข้ารับบริการนั้นสามารถตอบสนองต่อการรักษาได้เป็นอย่างดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม
ระหว่างการนอนโรงพยาบาล แพทย์จะมีการติดตามเรื่องต่าง ๆ ร่วมด้วยเช่น
- ติดตามสัญญาณชีพหลังดมยาสลบว่าเป็นปกติหรือไม่
- ติดตามอาการฟื้นตัวหลังดมยาสลบว่าดีขึ้นมาก น้อยแค่ไหน
- อาการปวดและการตอบสนองต่อยาที่รับเข้าสู่ร่างกาย
- ปริมาณของเลือดออกจากแผลตอนผ่าตัด
- การสมานตัวของแผลผ่าตัดว่าเป็นไปตามระยะเวลาหรือไม่
- การทำงานของสายสวนปัสสาวะ
- การขับถ่ายหลังการผ่าตัด
- ความพร้อมในการเริ่มเดิน และการเคลื่อนไหว
- ความพร้อมในการดูแลแผลด้วยตนเอง
เมื่อคนไข้ผู้เข้ารับบริการสามารถรับประทานอาหารเองได้ เดินได้ด้วยตนเอง ไม่มีไข้ ไม่มีเลือดออกมากผิดปกติ และแผลหลังผ่าตัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ศัลยแพทย์จึงจะพิจารณาให้กลับบ้านเพื่อพักฟื้นต่อที่บ้าน

ทำไมจึงต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน?
การผ่าตัดแปลงเพศเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีหลายขั้นตอนในการผ่าตัด และใช้เวลาในการผ่าตัดหลายชั่วโมง ทั้งยังเป็นการผ่าตัดที่มีความเกี่ยวข้องกับการสร้างอวัยวะเพศขึ้นมาใหม่ จึงทำให้ต้องอาศัยการดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวัน ได้แก่
เฝ้าระวังภาวะเลือดออก
หลังจากการผ่าตัด จะมีโอกาสที่เลือดออกจากแผลได้ แม้ว่าจะเป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยศัลยแพทย์จะตรวจดูปริมาณของเลือดที่ไหลออกจากแผล และประเมินว่ามีเลือดคั่งค้างอยู่ใต้แผลหรือไม่
ป้องกันการติดเชื้อ
ในช่วงแรกหลังการผ่าตัดจะยังเป็นช่วงที่แผลยังเปิดอยู่และส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผล
คนไข้ผู้เข้ารับบริการจะได้รับการบริการ จากศัลยแพทย์ พยาบาลหรือผู้ดูแล เช่น
- ยาปฏิชีวนะ
- การทำแผลอย่างถูกวิธี
- การดูแลทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ
- การประเมินสภาพแผลทุกวัน
ขั้นตอนทั้งหมดเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดโอกาสเกิดการติดเชื้อ และทำให้การสมานของแผลเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
คุมอาการปวด
หลังการผ่าตัด คนไข้ผู้เข้ารับบริการมักจะมีอาการปวด ตึง หรือไม่สบายที่บริเวณแผล เป็นอาการที่พบได้ตามปกติหลังผ่าตัดทุกชนิด หากพักฟื้นที่โรงพยาบาล ศัลยแพทย์สามารถปรับยาแก้ปวดให้คนไข้ผู้เข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสมกับอาการของแต่ละคน
จะทำให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้นและสามารถเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น
ดูแลสายสวนปัสสาวะ
หลังการผ่าตัด โดยส่วนใหญ่จะมีการใส่สายสวนปัสสาวะเอาไว้อย่างชั่วคราว เพื่อช่วยในการระบายปัสสาวะและลดการรบกวนบริเวณแผลที่พึ่งผ่าตัดเสร็จ
ระหว่างพักฟื้นที่โรงพยาบาล ทีมพยาบาลจะดูแล
- ความสะอาดของสายสวนปัสสาวะ
- ตรวจเช็คปริมาณของปัสสาวะ
- สีของปัสสาวะ
- การทำงานของสายสวน
ก่อนที่ศัลยแพทย์จะพิจารณาถอดสายสวนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
เริ่มฝึกเดินอย่างปลอดภัย
ถึงแม้ว่าการพักฟื้นที่โรงพยาบาลจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องพักผ่อน แต่คนไข้ผู้เข้ารับบริการก็ไม่ควรที่นอนติดเตียงเป็นเวลานาน ต้องขยับร่างกาย เพื่อให้แผลหายได้เร็วมากขึ้น
เมื่อร่างกายพร้อมและเริ่มเห็นว่าแผลมีการพัฒนาที่ดีแล้ว พยาบาลจะช่วยให้ผู้ป่วยเริ่มลุกนั่งและเดินช้า เพื่อ
- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
- ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- กระตุ้นการทำงานของลำไส้
- ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ระยะเวลานอนโรงพยาบาลขึ้นอยู่กับอะไร?
- ทั่วไปแล้วจะใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 5–7 วัน แต่คนไข้ผู้เข้ารับบริการแต่ละคนอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัว อาทิ
เทคนิคที่เลือกใช้ในการผ่าตัด
- เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศที่แตกต่างกันอาจส่งผลต่อระยะเวลาการพักฟื้นของแผลหลังผ่าตัดแปลงเพศที่ต่างกัน เช่น การสร้างช่องคลอดด้วยผิวหนังอวัยวะเพศหรือการใช้ลำไส้ เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดในการดูแลหลังผ่าตัดนั้นจะมีความแตกต่างกัน ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินระยะเวลาพักฟื้นที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลให้เอง
สุขภาพของคนไข้ผู้เข้ารับบริการ
- ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวต่างๆ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดแปลงเพศ มักจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าปกติ ในขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือมีภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ ทำให้อาจจะต้องได้รับการระมัดระวังตัวเพิ่ม
การตอบสนองต่อการรักษา
- หากคนไข้ผู้เข้ารับบริการสามารถรับประทานอาหารได้ดี เดินได้ ไม่มีไข้ แผลแห้ง และไม่มีเลือดออกผิดปกติแล้ว จะพิจารณาให้กลับบ้านได้ตามกำหนด แต่หากพบภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลติดเชื้อหรือเลือดออก อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น
ออกจากโรงพยาบาลหมายถึงหายดีแล้วใช่หรือไม่?
คำตอบคือ ยังไม่หายดี การให้กลับบ้าน หมายถึงการมีอาการหลังผ่าตัดคงที่แล้ว ทั้งสามารถดูแลตัวเองต่อที่บ้านหรือที่พักได้ ไม่ได้หมายความว่าแผลผ่าตัดหายอย่างสมบูรณ์แล้ว
เนื่องจากหลังออกจากโรงพยาบาล ร่างกายของคนไข้ผู้เข้ารับบริการจะยังคงอยู่ในระยะฟื้นตัวต่ออีกหลายเดือน และยังต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลแผล การรับประทานยา การหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก และการติดตามผลตามนัดตามระยะเวลาที่ศัลยแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างดีที่ดีที่สุด
ช่วงเวลาการพักรักษาตัวหลังผ่าตัดแปลงเพศ ตั้งแต่วันผ่าตัดจนถึงวันกลับบ้าน
รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามเทคนิคการผ่าตัดและแนวทางของแต่ละโรงพยาบาล แต่โดยภาพรวมสามารถอธิบายลำดับการพักฟื้นได้ดังนี้
หลังผ่าตัดทันที
- หลังการผ่าตัดเสร็จแล้ว คนไข้ผู้เข้ารับบริการจะถูกส่งไปยังห้องพักฟื้น เพื่อให้วิสัญญีแพทย์และพยาบาลสามารถติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด
โดยจะมีการตรวจประเมิน
- ความดันโลหิต
- ชีพจร
- การหายใจ
- ระดับออกซิเจนในเลือด
- ระดับความรู้สึกตัว
- อาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาสลบ
- อาการปวด
เมื่อทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย จึงจะย้ายคนไข้ผู้เข้ารับบริการกลับเข้าห้องพัก
ในช่วงนี้คนไข้ผู้เข้ารับบริการอาจยังรู้สึก
- ง่วงจากฤทธิ์ยาสลบ
- ปวดแผล
- อ่อนเพลีย
- คอแห้งจากยาสลบ
- ไม่สามารถลุกเดินได้
ซึ่งถือเป็นอาการปกติในช่วงแรก

วันที่ 1 หลังผ่าตัด
วันที่หนึ่งถือเป็นช่วงที่แพทย์จะจ้องติดตามอาการหลังผ่าตัดอย่างละเอียดใกล้ชิดที่สุด ได้แก่
- ตรวจแผลผ่าตัด
- ประเมินปริมาณเลือดออก
- ตรวจสายสวนปัสสาวะ
- ประเมินอาการปวด
- ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด
- ให้ยาแก้ปวด
- ให้ยาปฏิชีวนะ
หากไม่มีข้อห้าม จะเริ่มจิบน้ำ และค่อย ๆ เริ่มรับประทานอาหารอ่อนตามการประเมินของศัลยแพทย์
วันที่ 2–3 หลังผ่าตัด
เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นตัวได้มากขึ้นแล้ว จะได้รับการกระตุ้นให้เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายมากยิ่งขึ้นโดยทั่วไปจะเริ่ม
- ลุกนั่ง
- ยืน
วันที่ 4–5 หลังผ่าตัด
ในช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกสบายตัวมากขึ้นแล้วเนื่องจากอาการปวดจะลดลงมากกว่าวันแรกๆ ทำให้สามารถ
- รับประทานอาหารได้มากขึ้น
- เดินได้ในระยะไกลขึ้น
- สามารถทำกิจวัตรประจำวันบางส่วนได้ด้วยตัวเอง
ศัลยแพทย์จะเริ่มประเมินความพร้อมสำหรับการกลับบ้าน โดยจะดูจากองค์ประกอบดังนี้
- แผลแห้งดีตาปกติหรือไม่
- มีอาการติดเชื้อที่แผลหรือไม่
- มีเลือดออกหรือไม่
- รับประทานอาหารได้มากขึ้น หรือตามปกติแล้วหรือยัง
- เดินได้หรือไม่
- ปัสสาวะได้ตามปกติ
หากสามารถทำทุกอย่างได้ตามเกณฑ์ ก็จะเริ่มเตรียมแนะนำการดูแลตัวเองหลังออกจากโรงพยาบาล
วันที่ 5–7 หลังผ่าตัด
ช่วงนี้เป็นระยะที่ศัลยแพทย์จะพิจารณาให้กลับบ้าน หรือที่พักได้ โดยจะอธิบายรายละเอียดต่าง ๆในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น
- วิธีทำความสะอาดแผล
- วิธีรับประทานยา
- วิธีสังเกตอาการผิดปกติ
- ข้อห้ามหลังผ่าตัด
- การนัดตรวจครั้งต่อไป
- แนวทางการขยายช่องคลอด
ควรสอบถามทุกข้อสงสัยอย่างละเอียดก่อนกลับ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีและถูกต้อง

หากมาจากต่างจังหวัดควรวางแผนอย่างไร?
สำหรับคนไข้ผู้เข้ารับบริการที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด ควรวางแผนล่วงหน้า ทั้งเรื่องวันลา ที่พัก และผู้ดูแล
สิ่งที่ควรเตรียมให้พร้อม ได้แก่
- ที่พักใกล้โรงพยาบาล
- มีญาติหรือผู้ดูแลอยู่ด้วยในช่วงแรก
- เตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย
- วางแผนการเดินทางกลับเมื่อแพทย์อนุญาต
การเดินทางกลับทันทีหลังออกจากโรงพยาบาลอาจมีปัญหาได้ เนื่องจากการนั่งรถหลายชั่วโมง อาจทำให้เกิดอาการปวด บวม หรือไม่สบายตัว จึงควรปรึกษาศัลยแพทย์ก่อนเสมอ
หากมาจากต่างประเทศควรวางแผนอย่างไร?
อาจจะต้องอยู่ในประเทศไทยหลังออกจากโรงพยาบาลต่ออีก ประมาณ 2–4 สัปดาห์ หากแผลมีปัญหา หรือเกิดความกังวลส่วนบุคคล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและการประเมินของศัลยแพทย์ ควรปรึกษาโดยละเอียด ในบางที่อาจมีการประเมินและติดตามผลออนไลน์
เหตุผลที่ไม่ควรรีบเดินทางกลับในถ้วงที ได้แก่
- ต้องมาตรวจติดตามอาการหลังผ่าตัดหลายครั้ง
- ศัลยแพทย์จะต้องประเมินการสมานของแผล
- ต้องติดตามการขยายช่องคลอด
- หากเกิดภาวะแทรกซ้อน จะได้รับการรักษาได้ในทันที
การขึ้นเครื่องบินเป็นเวลานานในช่วงเวลาที่เร็วเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่อย่างการแปลงเพศมา ดังนั้นควรได้รับคำแนะนำจากศัลยแพทย์ก่อนเดินทางทุกครั้ง

เมื่อกลับบ้านแล้วจะต้องพักฟื้นต่ออีกนานไหม?
การออกจากโรงพยาบาล ไม่ได้หมายความว่าร่างกายฟื้นตัวสมบูรณ์แล้ว จึงต้องใช้เวลาในการพักฟื้นแผลต่ออีก โดยทั่วไปแล้ว
- ระยะ 1–2 เดือนแรก
จะเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังตัวอย่างมากที่สุด หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หลีกเลี่ยงออกกำลังกายที่ใช้แรง และการมีเพศสัมพันธ์
- ระยะประมาณ 2–3 เดือน
จะเห็นได้ว่าแผลภายนอกจะสมานตัวได้ดีขึ้น แต่เนื้อเยื่อภายในยังคงอยู่ในระยะฟื้นตัว
- ระยะประมาณ 3–6 เดือน
จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างใกล้เคียงปกติแล้ว ทั้งนี้ก่อนกลับไปทำงานสามารถปรึกษาศัลยแพทย์ผู้ดูแลก่อนได้
**ในช่วงพักฟื้น คนไข้ผู้เข้ารับบริการควรรับประทานอาหารที่มี
- โปรตีนเพียงพอ
- ดื่มน้ำให้มากพอ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการดูแลแผลและการขยายช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดเป็นไปอย่างดีที่สุด
หลังออกจากโรงพยาบาล ดูแลตัวเองอย่างไร?
รับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง
คนไข้ผู้เข้ารับบริการจะได้รับยากลับบ้าน เช่น
- ยาปฏิชีวนะ
- ยาแก้ปวด
- ยาลดบวม
- ยาระบาย (ในบางราย)
ควรรับประทานยาให้ครบตามกำหนด ครบโดส และไม่ควรหยุดยาเอง แม้อาการหรือแผลจะหายดีขึ้นแล้วก็ตาม
ดูแลแผลให้สะอาด
ควรได้รับการดูแลตามคำแนะนำของศัลยแพทย์
- ล้างแผลตามวิธีที่ศัลยแพทย์แนะนำ
- ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสแผล
- เปลี่ยนผ้าปิดแผลตามเวลาที่กำหนดต่อวัน
- รักษาความแห้งและความสะอาดของแผล เพื่อไม่ให้อับชื้นและติดเชื้อ
เริ่มขยายช่องคลอดตามกำหนด
ในผู้ที่ผ่าตัดสร้างช่องคลอดใหม่ ศัลยแพทย์จะกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มขยายช่องคลอด
เนื่องจากการขยายช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญต่อการแปลงเพศเป็นอย่างมาก เพราะช่วย
- รักษาความลึกของช่องคลอด
- ป้องกันการตีบตันของช่องคลอด
- ลดการเกิดพังผืดภายในช่องคลอด
- เตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานโดยการมีเพศสัมพันธ์ในอนาคต
ผู้ป่วยไม่ควรหยุดขยายช่องคลอด หรือปรับตารางการใช้งานโดยไม่ปรึกษาศัลยแพทย์ผู้ดูแล
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ควรเน้นอาหารที่มี
- โปรตีนสูง เช่น ไข่ ปลา อกไก่ เต้าหู้
- วิตามินซีจากธรรมชาติ หรือ ผลไม้
- ผักที่มีไฟเบอร์สูง มีประโยชน์ต่อการขับถ่าย
- น้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 1.5–2 ลิตร
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดมากเกินไป รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ในช่วงเวลาพักฟื้น
พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จึงควรนอนหลับให้เพียงพอวันละ 7–9 ชั่วโมงหลังผ่าตัดแปลงเพศ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนักในช่วงแรกหลังผ่าตัด
หลังแปลงเพศกลับไปทำงานได้เมื่อไร?
ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและการฟื้นตัวของแผลของแต่ละคน
โดยทั่วไปแล้ว
งานออฟฟิศ
- สามารถกลับไปทำงานได้ประมาณ 4–6 สัปดาห์ หากคนไข้ผู้เข้ารับบริการะจะสามารถนั่งทำงานได้โดยไม่รู้สึกเจ็บมาก ปวด และสามารถลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถได้
งานที่ต้องใช้แรง
- งานก่อสร้าง งานบริการ หรือในผู้ที่มีอาชีพที่ต้องเดินและยืนนาน อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 8–12 สัปดาห์ หรือปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของแผลและร่างกาย
ทุกอาชีพหากกลับไปทำงานเร็วเกินไป อาจส่งผลให้แผลจากการผ่าตัดแปลงเพศสมานตัวช้าลงหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
หลังแปลงเพศเดินทางไกลได้เมื่อไร?
การเดินทางไกลควรได้รับการประเมินจากศัลยแพทย์ก่อนเสมอ โดยจะพิจารณาจาก
- การหายของแผล
- ความพร้อมของร่างกาย
- ความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- ความสามารถในการดูแลแผลระหว่างเดินทาง
หากคนไข้ผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถยนต์เป็นระยะเวลาเวลานาน ควรลุกหรือขยับ เปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบกลับมาพบแพทย์
- มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
- แผลเกิดการบวมแดงมากขึ้น
- มีหนองหรือของเหลวสีผิดปกติออกมาจากช่องคลอดหรือแผล
- มีกลิ่นเหม็นจากแผล
- เลือดที่แผลออกมากผิดปกติ
- ปวดแผลรุนแรงขึ้น
- ปัสสาวะไม่ออก
- ปวดน่อง ขาบวม หรือหายใจเหนื่อยผิดปกติ
- ไม่สามารถทำการขยายช่องคลอดได้ ทั้งที่เคยทำได้
สิ่งที่ทำให้การพักฟื้นเป็นไปได้อย่างดี
ปัจจัยที่ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิที่คนไข้ผู้เข้ารับบริการสามารถทำเองได้ ได้แก่
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด
- เข้าพบศัลยแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
- ดูแลแผลอย่างดี และถูกต้อง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีน
- งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ขยายช่องคลอดตามที่ศัลยแพทย์แนะนำ
- ไม่หยุดยาเอง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงในช่วงแรก

คำถามที่พบบ่อย
แปลงเพศต้องนอนโรงบาลกี่วัน?
- ประมาณ 5–7 วัน ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัด สุขภาพ และดุลยพินิจของศัลยแพทย์
หลังแปลงเพศต้องนอนพักที่โรงพยาบาลทุกคนหรือไม่?
- ใช่ เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องสังเกตุการ อาการหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด จึงจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน
หลังแปลงเพศขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไร?
- ขึ้นอยู่กับการประเมินของศัลยแพทย์ โดยทั่วไปควรรอจนแผลและอาการพ้นระยะเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันแพทย์จะอนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินได้หลังจาก1เดือนหลังแปลงเพศ
หลังแปลงเพศต้องมีคนดูแลหรือไม่?
- ควรมีผู้ดูแลอย่างน้อยในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อช่วยเหลือเรื่องการเดิน การทำแผล การรับประทานอาหาร และการเดินทางมาพบศัลยแพทย์
หากไม้พักฟื้นตามระยะยเวลาที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้น?
- การกลับไปทำกิจกรรมหนักเร็วเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลแยก เลือดออก แผลติดเชื้อ หรือทำให้การฟื้นตัวช้าลงไปอีก ดังนั้นควรปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่โรงพยาบาล คนไข้ผู้เข้ารับบริการจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมบุคลากรของคลินิกทุกท่าน โดยไม่ต้องกังวล และการออกจากโรงพยาบาลไม่ได้หมายความว่าการพักฟื้นร่างกายเป็นการสิ้นสุดลง เพราะร่างกายยังต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จึงควรดูแลแผลอย่างถูกวิธี รับประทานยาให้ครบ ขยายช่องคลอดตามแผนการรักษา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมาตรวจติดตามผลตามนัดทุกครั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น การเตรียมตัวที่ดี การวางแผนให้ดีในด้านการเตรียมระยะเวลาพักรักษาตัว และการปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างดี ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสให้ผลลัพธ์ของการผ่าตัดแปลงเพศออกมาสวยงามและเป็นธรรมชาติตามความคาดหวังในระยะยาว
