ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร

การแปลงเพศแทบจะเป็นความฝันของสาวข้ามเพศเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการผ่าตัดที่เปลี่ยนแปลงเพศสภาพให้เป็นเหมือนกับเพศที่จิตใจและจิตใต้สำนึกต้องการ แต่การผ่าตัดแปลงเพศนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงแค่เงินเท่านั้นจะสามารถทำได้ แต่ยังมีขั้นตอนมากมายในการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับเข้ารับการผ่าตัด ไม่เพียงแค่การเตรียมตัวเท่านั้น หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว ขั้นตอนการดูแลก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความอดทน เคร่งครัด และสม่ำเสมอไม่แพ้กัน เพื่อให้อวัยวะเพศที่แปลงมามีความสวยงามอย่างที่ต้องการ และ “การแยงโมลด์” หรือ ารใส่แท่งขยายช่องคลอด (Vaginal Mold/Dilator) เพื่อคงรูปร่างและความลึกของช่องคลอดที่ศัลยแพทย์สร้างขึ้น ก็เป็นสิ่งสำคัญในขั้นตอนการดูแลหลังทำ ที่ควรทำอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาดเพื่อให้ช่องคลอดมีความเหมือนจริง และสามารถรองรับใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

คนไข้ผู้เข้ารับบริการหลายท่านอาจมองว่าขั้นตอนการแยงโมลด์เป็นขั้นตอนที่มีความยุ่งยาก เจ็บ หรือใช้เวลานาน หรือเสียเวลา บางคนจึงละเลยไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ โดยการละเลยนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับช่องคลอดหลังทำตามมามากมาย 

บทความนี้ APS Clinic จะพาคุณทำความเข้าใจอย่างละเอียดว่า “การไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร” และทำไมการดูแลในขั้นตอนนี้จึงมีความสำคัญ

การแยงโมลด์คืออะไร
การแยงโมลด์คืออะไร

การแยงโมลด์คืออะไร ทำไมต้องทำหลังผ่าตัดแปลงเพศ

หลังจากเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง ศัลยแพทย์จะทำการสร้างช่องคลอดขึ้นใหม่จากผิวหนังหรือเนื้อเยื่อจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศเดิม เยื่อบุช่องท้อง หรือจากลำไส้ของตัวเอง 

โดยเมื่อทำเสร็จใหม่ๆ ช่องคลอดจะยังไม่คงตัว จึงทำให้ต้องดูแลเป็นอย่างดีเพื่อให้ผนังช่องคลอดไม่ยุบตัวเข้าหากันหรือที่เรียกว่าช่องคลอดตีบ และ ตัน

“การแยงโมลด์” คือการใส่แท่งอะคริลิก หรือแท่งซิลิโคนที่มีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับอวัยวะเพศชาย เข้าไปในช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วย คงความกว้างของขนาดช่องคลอด ดังนี้

  • การแยงโมลด์ช่วยป้องกันพยุงไม่ให้ผนังช่องคลอดยุบตัว

  • การแยงโมลด์ช่วยป้องกันการตีบหรือหดของปากช่องคลอด

  • การแยงโมลด์ช่วยรักษาความลึกและความโค้งของช่องคลอดให้คงตัวตามที่ศัลยแพทย์ได้ผ่าตัดออกแบบไว้

โดยศัลยแพทย์ หรือทางคลินิกศัลยกรรมจะกำหนดตารางเวลาในการแยงโมลด์เอาไว้อย่างชัดเจน เช่น วันละ 2–3 ครั้ง ครั้งละ 20–30 นาที อย่างชัดเจนและเน้นความสม่ำเสมอในช่วงเดือนแรก หลังจากนั้นสามารถลดความถี่ลงตามระยะฟื้นตัวได้

ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร
ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร

ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร

หากคนไข้ผู้เข้ารับบริการไม่แยงโมลด์อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของศัลยแพทย์จะสามารถส่งผลกระทบต่อช่องคลอดได้หลายด้าน ทั้งด้านโครงสร้างทางกายภาพ ความรู้สึก และสุขภาพทางเพศในอนาคต โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1. ช่องคลอดตีบแคบลงเรื่อย ๆ

หลังผ่าตัดแปลงเพศเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดที่สร้างขึ้นมาใหม่จะเริ่มสมานแผลตามกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย โดยในระหว่างกระบวนการมักมีการหดรัดตัวของเนื้อเยื่อ หรือการฟื้นตัวของแผลนั่นเอง

ดังนั้นการไม่แยงโมลด์จึงส่งผลให้ผนังช่องคลอดหดเข้าหากันได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่องคลอดตีบแคบลงนั่นเอง โดยการตีบของช่องคลอดอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2–4 หลังผ่าตัด หากปล่อยเอาไว้นานช่องคลอดจะกลายเป็นตีบสนิท และอาจไม่สามารถใส่โมลด์เข้าไปได้เลย ในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดแก้ไขช่องคลอดใหม่ (Vaginal Revision Surgery) ซึ่งเป็นวิธีการยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิมหลายเท่า และต้องผ่าตัดใหม่ เจ็บตัวใหม่อีกด้วย

2. ความลึกของช่องคลอดลดลง

หนึ่งในจุดประสงค์ของการผ่าตัดแปลงเพศคือการสร้างช่องคลอดใหม่ที่มีความลึกและความโค้งที่สามารถทำได้คล้ายกันกับช่องคลอดของผู้หญิงตามธรรมชาติ หากไม่แยงโมลด์ผนังช่องคลอดจะยุบตัวและยึดติดภายใน ส่งผลให้ความลึกของช่องคลอดนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง 

ผลลัพธ์ที่ได้คือช่องคลอดตื้นขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ อีกทั้งการแก้ไขภายหลังจะทำได้ยาก เนื่องจากเนื้อเยื่อด้านในเริ่มแข็งและปิดแน่นสนิท

3. ผิวหรือเยื่อบุช่องคลอดยึดติดกัน (Vaginal Adhesion)

เยื่อบุผิวภายในช่องคลอดที่สร้างขึ้นใหม่นั้นมีความบอบบางมาก โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกหลังผ่าตัดแปลงเพศ หากไม่ได้รับแรงขยายจากโมลด์อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เนื้อเยื่อสัมผัสและเชื่อมติดกัน ทำให้เกิดพังผืดหรือการยึดติดบางส่วนของเนื้อเยื่อช่องคลอด ท้ายที่สุดช่องคลอดอาจมีโพรงไม่สม่ำเสมอ หรือเกิดจุดที่ตันบางส่วนๆได้ ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อทั้งด้านความสวยงามของช่องคลอด อวัยวะเพศและการใช้งานในด้านการมีเพศสัมพันธ์

ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร
ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร

4. ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์

คนไข้ผู้เข้ารับบริการที่ไม่แยงโมลด์ อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของศัลยแพทย์ มักมีปัญหาเรื่องความเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ จนถึงไม่สามารถสอดใส่เข้าไปได้เลย 

เนื่องจากเกิดอาการช่องคลอดแคบ ตื้น หรือไม่มีความยืดหยุ่นที่มากเพียงพอ ภาวะนี้จึงไม่เพียงส่งผลกระทบทางกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชีวิตคู่ คุณภาพชีวิต และความมั่นใจอีกด้วย

 

5. รูปลักษณ์ภายนอกไม่สมส่วน

เมื่อช่องคลอดเกิดการตีบหรือหดตัว อาจส่งผลให้รูปทรงภายนอกบริเวณปากช่องคลอดจะดูเปลี่ยนไป เช่น

  • ปากช่องคลอดปิดแน่นขึ้น
  • แคมเล็กหรือแคมใหญ่ดูไม่สมมาตร
  • ช่องเปิดปัสสาวะเปลี่ยนตำแหน่ง

ส่งผลต่อความสวยงามของอวัยวะเพศภายนอก และอาจทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจ เช่น ความเครียดหรือความไม่มั่นใจในเพศสภาพของตนเอง

ข้อแนะนำในการแยงโมลด์

โดยปกติโรงพยาบาล หรือคลินิกจะมีมาตรฐานในการให้ความรู้เรื่องการแยงโมลด์ รวมทั้งสอนวิธีการแยงโมลด์อย่างละเอียดจนกว่าจะสามารถทำเองได้ เพื่อให้กลับบ้านไปทำอย่างถูกวิธี โดยตารางการแยงโมลด์มักเป็นดังนี้

  • 1 เดือนแรก: แยงวันละ 2–3 ครั้ง ครั้งละ 20–30 นาที
  • เดือนที่ 2–3: ลดเหลือวันละ 1–2 ครั้ง
  • หลัง 6 เดือน: ทำสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง หรือก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้คนไข้ผู้เข้ารับบริการควร

  • ล้างทำความสะอาดโมลด์ทุกครั้งก่อนและหลังใช้งาน
  • เลือกขนาดโมลด์ตามมาตรฐาน หรือตามที่ศัลยแพทย์แนะนำ
    ใช้น้ำยาหล่อลื่นที่ไม่อันตราย ไม่ทำร้ายแผลและมีความเหมาะสมในการใช้กับช่องคลอดที่สร้างขึ้นมาใหม่
  • เข้าตรวจติดตามกับศัลยแพทย์ตามนัด เพื่อประเมินความลึกและรูปร่างช่องคลอดเพื่อทำการเปลี่ยนขนาดแท่งโมลด์

การปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงของการตีบหรือยึดติดในระยะยาว

วิธีแก้ไขหลังช่องคลอดตีบตันจากการไม่แยงโมลด์
วิธีแก้ไขหลังช่องคลอดตีบตันจากการไม่แยงโมลด์

วิธีแก้ไขหลังช่องคลอดตีบตันจากการไม่แยงโมลด์

ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศมีข้อเสียอย่างไร

หากคนไข้ผู้เข้ารับบริการเริ่มรู้สึกตัวว่าช่องคลอดเริ่มแคบ ตื้น หรือแยงโมลด์ไม่เข้า ควรรีบพบศัลยแพทย์ผู้ดูแลอย่างเร็วที่สุด ไม่ควรพยายามฝืนทำเอง เพราะอาจทำให้เกิดแผลฉีกขาดหรือเลือดออกได้

ศัลยแพทย์จะมีวิธีแก้ไข หรือมีคำแนะนำที่ถูกต้อง เช่น

  • ช่วยขยายช่องคลอดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์โดยใช้ยาชาเพื่อบรรเทาความเจ็บ
  • หากเป็นกรณีที่ตีบรุนแรง อาจต้องผ่าตัดแก้ไขใหม่เพื่อเปิดโพรงและสร้างช่องคลอดใหม่บางส่วน

ทั้งนี้การรักษาตั้งแต่อยู่ในระยะต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นฟูช่องคลอดได้ดีกว่าปล่อยให้ช่องคลอดปิดสนิท

 

การดูแลตนเองควบคู่กับการแยงโมลด์

เพื่อให้ผลลัพธ์หลังผ่าตัดแปลงเพศอยู่ได้นานและยังมีสวยงาม คนไข้ผู้เข้ารับบริการควรดูแลตนเองร่วมด้วย เช่น

  • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือขยับตัวมากเกินในช่วง 1 เดือนแรก
  • งดมีเพศสัมพันธ์ 3 เดือนหรือจนกว่าศัลยแพทย์จะอนุญาต
  • รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมการสมานแผล เช่น โปรตีนสูงและวิตามินซี
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด

การแยงโมลด์ข้อสำคัญของการรักษาผลลัพธ์หลังผ่าตัดแปลงเพศ

ไม่แยงโมลด์หลังผ่าตัดแปลงเพศไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ  เนื่องจากปัจจัยหลักที่กำหนดผลลัพธ์ของช่องคลอดและอวัยวะเพศในระยะยาว หากละเลยไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของศัลยแพทย์แม้เพียงไม่กี่สัปดาห์ อาจต้องประสบปัญหาช่องคลอดตีบ ตื้น หรือเสียรูปทรงอย่างถาวรได้

ดังนั้น การดูแลหลังผ่าตัดควรทำอย่างมีวินัยทุกขั้นตอน ภายใต้การดูแลของศัลยแพทย์ผู้ดูแลด้านศัลยกรรมแปลงเพศ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทั้ง “สวยงาม สมจริง และใช้งานได้ดี” ตลอดไป

 

APS Clinic พร้อมให้คำปรึกษาโดยศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการศัลยกรรมแปลงเพศ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในด้านการดูแลคนไข้ผู้เข้ารับบริการ มีแพทย์ผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิง จึงมีความละเอียดอ่อน ประณีต และเข้าใจในการแปลงเพศเป็นอย่างดีทั้งกายและใจ

หากคุณต้องการคำแนะนำเรื่องการดูแลหลังผ่าตัดแปลงเพศ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการแยงโมลด์ สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ APS Clinic  ทุกช่องทางออนไลน์

» Switch Languages