การเสริมจมูก คืออะไร? เลือกเสริมจมูกแบบไหนดี 

ติวเข้มพื้นฐานการทำจมูก
ติวเข้มพื้นฐานการทำจมูก

การเสริมจมูก (Rhinoplasty) เป็นการทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อปรับแต่งรูปร่าง รูปทรง และแก้ปัญหาของจมูกให้สวยงามสมส่วน รวมทั้งยังช่วยในการแก้ไขโครงสร้าง ช่วยปรับปรุงระบบทางเดินหายใจ ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับจมูกในรูปแบบต่างๆ 

การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty)
การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty)

การเสริมจมูกสามารถทำได้ 2 วิธีหลักที่หลายคนรู้จักกัน อันได้แก่ เสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty) และ เสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) การเสริมจมูกทั้งสองแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน และยังมีความเหมาะสมของผู้ทำที่แตกต่างกันอีกโดย โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้

การเสริมจมูก
การเสริมจมูก

การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty) คืออะไร?

การเสริมจมูกแบบปิดนับเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเป็นวิธีที่หลายคนที่เสริมจมูกแท่งแรกเลือกใช้ โดยวิธีการเสริมจมูกแบบปิดจะทำโดยการที่แพทย์จะทำการเปิดแผลผ่าตัดจากด้านในของโพรงจมูกโดยไม่ต้องกรีดบริเวณภายนอก  จึงทำให้ไม่มีรอยแผลเป็นของการเสริมจมูกที่สามารถเห็นได้จากด้านนอก

ข้อดีของการเสริมจมูกแบบปิด

  • การเสริมจมูกแบบปิด ทำให้มีแผลเป็นน้อย ไปจนถึงการไม่มีรอยแผลที่มองเห็นจากภายนอก เพราะเปิดแผลจากด้านในโพรงจมูก
  • การเสริมจมูกแบบปิดใช้ระยะเวลาพักฟื้นสั้นทั้งยังมี ความบวมและช้ำน้อยกว่าการเสริมจมูกวิธีอื่นๆ
  • การเสริมจมูกแบบปิด ใช้เวลาผ่าตัดสั้นโดยทั่วไปใช้เวลาในการผ่าตัดเพียงประมาณ 1-2 ชั่วโมง
  • การเสริมจมูกแบบปิด เหมาะสำหรับการเสริมจมูกทั่วไป ที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับจมูกมาก และไม่มีปัญหาโครงสร้างจมูก 
  • การเสริมจมูกแบบปิด มีแผลบริเวณเดียว ไม่ต้องผ่าตัดบริเวณอื่น

 

ข้อเสียของการเสริมจมูกแบบปิด

  • การเสริมจมูกแบบปิด ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างจมูกได้อย่างละเอียด เช่น ปรับแต่งปลายจมูกหรือลดขนาดปีกจมูก
  • การเสริมจมูกแบบปิด ไม่สามารถทำได้สูงมากนัก เพราะไม่มีเทคนิค และวัสดุต่างๆในการเสริมจมูกร่วม
  • การเสริมจมูกแบบปิด เสี่ยงต่อการได้ทรงจมูกที่เบี้ยว หรือเอียง

 

เสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) คืออะไร?

การเสริมจมูกแบบเปิดเป็นเทคนิคที่ สามารถแก้ปัญหาของจมูกได้มากกว่าวิธีการเสริมจมูกแบบปิด โดยแพทย์จะทำการเปิดแผลบริเวณฐานจมูกระหว่างรูจมูกทั้งสองข้างเพื่อให้สามารถเปิดผิวหนังและเห็นโครงสร้างภายในจมูกได้อย่างชัดเจน จึงทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับโครงสร้างจมูกได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการเสริมจมูกแบบเปิด

  • การเสริมจมูกแบบเปิด สามารถปรับโครงสร้างจมูกได้มากกว่าการเสริมจมูกแบบปิด
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เป็นวิธีที่ทำให้ แพทย์สามารถปรับแต่งโครงสร้างกระดูกและกระดูกอ่อนของจมูกได้ละเอียดกว่าแบบปิด
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับคนไข้ที่ที่ต้องแก้ไขจมูกเป็นอย่างมาก เช่น จมูกเบี้ยว จมูกแบน หรือการแก้จมูกที่เคยทำมาแล้ว
  • การเสริมจมูกแบบเปิด ร่วมกันกับการใช้ กระดูกอ่อนของตัวเองร่วมได้เช่น กระดูกอ่อนซี่โครง หรือกระดูกอ่อนหลังหู เพื่อให้จมูกดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • การเสริมจมูกแบบเปิด สามารถทำจมูกที่มีความโด่ง สูง ได้มากกว่าแบบปิด
  • การเสริมจมูกแบบเปิด ลดการเกิดปัญหาจมูกเบี้ยวหรือเอียง

ข้อเสียของการเสริมจมูกแบบเปิด

  • การเสริมจมูกแบบเปิด จะมีแผลภายนอกบริเวณฐานจมูกและแผลจะจางลงเมื่อแผลหายดี หากดูแลไม่ดีอาจเกิดรอยแผลเป็นได้
  • การเสริมจมูกแบบเปิด ใช้เวลาพักฟื้น ประมาณ 2-4 สัปดาห์ เนื่องจากมีอาการบวมช้ำมากกว่าการเสริมจมูกวิธีปิด
  • การเสริมจมูกแบบเปิดใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 2-4 ชั่วโมง
หลักการตัดสินใจในการเลือกทำจมูก
หลักการตัดสินใจในการเลือกทำจมูก

เลือกเสริมจมูกแบบไหนดี เปรียบเทียบการเสริมจมูกแบบปิดและแบบเปิด จำแนกอย่างชัดเจนดังนี้

รอยแผลเป็น

  • การเสริมจมูกแบบปิดไม่มีรอยแผลภายนอก ในขณะที่การเสริมจมูกแบบเปิดจะมีรอยแผลที่ฐานจมูก

ระยะเวลาพักฟื้น

  •  การเสริมจมูกแบบปิดใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนการเสริมจมูกแบบเปิดจะต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์

ความซับซ้อนของการผ่าตัด

  • การเสริมจมูกแบบปิดเหมาะสำหรับการเปลี่ยนรูปทรงเล็กน้อย ในขณะที่การเสริมจมูกแบบเปิดจะสามารถแก้ไขโครงสร้างจมูกได้โดยละเอียด

ระยะเวลาผ่าตัด

  •  การเสริมจมูกแบบปิดใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนการเสริมจมูกแบบเปิดจะใช้เวลานานกว่า ประมาณ 2-4 ชั่วโมง

การบวมช้ำ

  • การเสริมจมูกแบบปิดมีอาการบวมช้ำน้อยกว่าการเสริมจมูกแบบเปิด ซึ่งการเสริมจมูกแบบเปิดมักจะมีอาการบวมช้ำมากกว่า

ความสามารถในการปรับแต่ง

  •  การเสริมจมูกแบบปิดมีข้อจำกัดในการแก้ไขโครงสร้างภายใน ในขณะที่การเสริมจมูกแบบเปิดจะสามารถปรับโครงสร้างจมูกได้ละเอียดกว่า

 

เลือกการเสริมจมูกแบบไหนดี เหมาะกับใคร?

การเสริมจมูกแบบปิด เหมาะสำหรับ

  • การเสริมจมูกแบบปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกโดยไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างมาก
  • การเสริมจมูกแบบปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกให้โด่งขึ้นเล็กน้อยด้วยซิลิโคน
  • การเสริมจมูกแบบปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการพักฟื้นเร็วและไม่ต้องการให้มีแผลเป็นภายนอก

การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะสำหรับ

  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขโครงสร้างจมูกแบบละเอียด เช่น แก้จมูกเบี้ยว ปลายจมูกสั้น หรือใหญ่เกินไป
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนของตัวเอง
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับผู้ที่เคยเสริมจมูกมาแล้วแต่ต้องการแก้ไขใหม่ให้สวยและเหมาะสมขึ้น
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกที่มีความโด่งมากๆ
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกร่วมกับการใช้อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อความสวยงามและเป็นธรรมชาติ
  • การเสริมจมูกแบบเปิด เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมจมูกพร้อมๆกับแก้ปัญหาเกี่ยวกับจมูกรูปแบบอื่นๆ

 

เลือกการเสริมจมูกแบบไหนดี ราคาของการเสริมจมูกทั้งสองประเภท

ค่าใช้จ่ายในการเสริมจมูก จะมีราคาที่แตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้ วัสดุที่เลือก และประสบการณ์ของแพทย์ โดยทั่วไป เสริมจมูกแบบเปิดมักมีราคาสูงกว่าแบบปิด เนื่องจากเป็นหัตถการที่ซับซ้อนกว่าและต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดที่ละเอียดขึ้น

 

ราคาการเสริมจมูกแบบปิดและการเสริมจมูกแบบเปิดแตกต่างกันอย่างไร?

  • การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty) ราคาเริ่มต้นที่ 15,000 – 50,000 บาท
  • การเสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) ราคาเริ่มต้นที่ 60,000 – 250,000 บาท

 

 เหตุผลที่ราคาการเสริมจมูกแตกต่างกัน

  • การเสริมจมูกแบบเปิดต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนกว่า รวมกับการที่แพทย์จะต้องปรับแต่งโครงสร้างจมูกและจัดการกับปัญหาอื่นๆของโครงสร้างจมูกร่วมด้วย
  • การเสริมจมูกแบบเปิดมักจะใช้ร่วมกับการเสริมกระดูกอ่อนจากบริเวณต่างๆของร่างกาย จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเสริมจมูกที่เพิ่มขึ้น
ซิลิโคน
ซิลิโคน

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาการเสริมจมูก

ประสบการณ์ของแพทย์
แพทย์ที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์มากมักมีค่าผ่าตัดสูงกว่าแพทย์ทั่วไป

กระดูกอ่อน
กระดูกอ่อน

วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก

  • ซิลิโคนมาตรฐาน จะมีราคาที่ถูกกว่าเนื่อจากเป็นซิลิโคนสำเร็จรูป และมักใช้ในการเสริมจมูกเทคนิคแบบปิด
  • กระดูกอ่อนหลังหู ใช้ร่วมกับซิลิโคนเพื่อให้ปลายจมูกดูเป็นธรรมชาติขึ้น และสามารถป้องกันการเกิดจมูกทะลุ รวมทั้งสามารถทำให้เสริมจมูกได้สูงมากกว่าการเสริมจมูกแบบปิด
  • กระดูกอ่อนซี่โครง จะมีราคาที่แพงกว่าเพราะเป็นวัสดุจากร่างกายเอง ต้องผ่าตัดเพิ่ม แต่จะให้ผลลัพธ์ที่ดี สวยเป็นธรรมชาติป้องกันการเกิดจมูกทะลุ และยังสามารถทำให้ได้ทรงจมูกที่โด่งสวยกว่าการเสริมแบบปิด

 สถานที่ที่ทำศัลยกรรม

  • คลินิกเสริมความงามทั่วไป: ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า
  • โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทาง: มักมีราคาสูงกว่าคลินิก 

ค่าดมยาสลบและวิสัญญีแพทย์

  • แบบฉีดยาชา (สำหรับเคสทั่วไป)
  • แบบดมยาสลบ (ใช้กับการเสริมจมูกแบบเปิดหรือกรณีที่ต้องปรับโครงสร้างเยอะ)

 

ราคาเฉลี่ยของแต่ละวิธีการเสริมจมูกในประเทศไทย และเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

ราคาการเสริมจมูกประเทศไทย

  • เสริมจมูกแบบปิด: 15,000 – 50,000 บาท
  • เสริมจมูกแบบเปิด: 60,000 – 250,000 บาท

ราคาการเสริมจมูกต่างประเทศ

  • เกาหลีใต้: 150,000 – 600,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแพทย์และคลินิก)
  • สหรัฐอเมริกา: 300,000 – 800,000 บาท
  • ญี่ปุ่น: 200,000 – 500,000 บาท
  • เวียดนาม: 50,000 – 150,000 บาท

 

การเตรียมตัวก่อนทำการเสริมจมูก

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำการเสริมจมูกเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การผ่าตัดเสริมจมูกเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นจึงควรปฏิบัติตัวก่อนเข้าผ่าตะดดังนี้

ควรเตรียมร่างกายอย่างไรบ้างก่อนทำศัลยกรรมจมูก?

  •  พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืนก่อนวันผ่าตัด
  •  ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายสดชื่นและฟื้นตัวได้เร็ว
  •  ทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นโปรตีน วิตามิน C และ A เพื่อช่วยให้แผลหายเร็ว
  •  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและลดอาการบวมช้ำ
  • เตรียมตัวเรื่องวันหยุดพักฟื้น ควรมีเวลาหลังการพักฟื้นขั้นต่ำ 1-2 สัปดาห์ในการพักฟื้น
  • งดยา อาหารเสริม ก่อนผ่าตัด เช่น  วิตามินอี,น้ำมันปลา, ยาแอสไพริน  เป็นต้น
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและหายช้า
  • งดดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเนื่องจากอาจส่งผลต่อความดันโลหิต
    งดแต่งหน้าและทาครีมในวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการปนเปื้อน

 

ปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อเลือกทรงจมูกที่เหมาะสม

  • ศึกษาทรงจมูกที่ต้องการ พร้อมปรึกษาว่ารูปหน้าของเราควรเสริมจมูกแบบไหน
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่รับประทานอยู่
  • ถามคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด การดูแลหลังทำ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 

ขั้นตอนการเสริมจมูก

การเสริมจมูกเป็นศัลยกรรมที่ต้องใช้ความละเอียดและความเชี่ยวชาญของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่อันตรายในส่วนนี้จะอธิบายขั้นตอนการผ่าตัดเสริมจมูก ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงการใช้ยาชาและยาสลบ และสิ่งที่ผู้เข้ารับการเสริมจมูกควรคาดหวังระหว่างผ่าตัด

กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจบการผ่าตัดการเสริมจมูก

 1.1 การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดการเสริมจมูก

  • ศัลยแพทย์จะตรวจสอบโครงสร้างจมูกและใบหน้าของผู้ป่วย
  • ถ่ายภาพก่อนผ่าตัดเพื่อใช้เปรียบเทียบหลังการผ่าตัด
  • เซ็นเอกสารยินยอมให้ทำศัลยกรรม
  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หากต้องใช้ยาสลบ

 

 1.2 ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมจมูก

ขั้นตอนที่ 1: การให้ยาชาหรือยาสลบ
ขั้นตอนที่ 2: การเปิดแผลผ่าตัด

  • การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty) เปิดแผลด้านในโพรงจมูก
  • การเสริมจมูกแบบปิดแบบเปิด (Open Rhinoplasty) เปิดแผลที่ฐานจมูกระหว่างรูจมูก

 

ขั้นตอนที่ 3: การปรับแต่งโครงสร้างจมูก

  • ใส่ซิลิโคน หรือใช้กระดูกอ่อนตามต้องการ
  • ปรับทรงปลายจมูกให้ได้รูป 

 ขั้นตอนที่ 4: การเย็บปิดแผล

  • ใช้ไหมละลายหรือไหมที่ต้องตัดออก
     

ขั้นตอนที่ 5: การพันผ้าพันแผลและดูแลหลังผ่าตัด

  • แพทย์จะติดเทปดามจมูกและให้คำแนะนำในการดูแลหลังการผ่าตัด

 ระยะเวลาการผ่าตัด:

  • เสริมจมูกแบบปิด: ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง
  • เสริมจมูกแบบเปิด: ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง

 

การดมยาสลบหรือฉีดยาชาในแต่ละวิธีแตกต่างกันอย่างไร?

ฉีดยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia)

ใช้กับการเสริมจมูกแบบปิด และการผ่าตัดชนิดเล็ก เป็นการให้ยาชาที่คนไข้รู้สึกตัว แต่จะไม่มีความรู้สึกเจ็บในระหว่างการทำการผ่าตัด หลังผ่าตัดจะ ฟื้นตัวเร็วและสามารถกลับบ้านได้ทันที

 ดมยาสลบ (General Anesthesia)

 

ใช้กับการเสริมจมูกแบบเปิด หรือกรณีที่ต้องปรับโครงสร้างเยอะ เป็นการให้ยาสลบที่คนไข้จะไม่รู้สึกตัวระหว่างผ่าตัด จึงทำให้ใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น และจำเป็นจะต้องให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์

 ดังนั้น

  • หากเป็นการเสริมจมูกแบบปิดที่ใช้ซิลิโคนทั่วไป จะใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ก็เพียงพอ
  • หากต้องทำการแก้ไขโครงสร้างจมูกมากๆ มักใช้การดมยาสลบจะดีกว่า

 

การดูแลหลังทำการเสริมจมูก

การดูแลหลังการเสริมจมูกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์และการฟื้นตัวที่รวดเร็ว หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะช่วยลดอาการบวมช้ำ ป้องกันการติดเชื้อ และทำให้จมูกเข้าที่เร็วขึ้น

  • หลังการเสริมจมูกควรประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก โดยการใช้ผ้าห่อน้ำแข็งหรือเจลเย็นประคบบริเวณรอบๆ จมูกและใต้ตาเพื่อลดอาการบวม
  • หลังการเสริมจมูกควรนอนยกศีรษะสูงอย่างน้อย 2 ใบในช่วงสัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด
  • หลังการเสริมจมูกควรหลีกเลี่ยงการก้มศีรษะหรือนอนตะแคง หรือการก้มต่ำหรือการนอนผิดท่าอาจทำให้เลือดคั่งและอาการบวมของจมูกแย่ลง
  • หลังการเสริมจมูกควรงดออกกำลังกายหนักๆที่ทำให้เลือดสูบฉีดแรง เช่น การยกน้ำหนักหรือวิ่ง อย่างน้อย 4 สัปดาห์
  • หลังการเสริมจมูกควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เนื่องจากน้ำช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี และช่วยลดอาการบวม
  • หลังการเสริมจมูกควรงดรับประทานอาหารรสจัดและอาหารที่ต้องเคี้ยวแรง เนื่องจากอาจกระตุ้นการอักเสบ ส่วนอาหารที่ต้องเคี้ยวแรง เช่น เนื้อเหนียวๆ อาจทำให้เกิดแรงกดบนจมูก
  • หลังการเสริมจมูกควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด อาจทำให้แผลหายช้าหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • หลังการเสริมจมูกควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสจมูก ไม่ควรบีบจมูก เกาหรือดึงปลายจมูก รวมถึงหลีกเลี่ยงการสวมแว่นที่กดทับบริเวณสันจมูก
  • หลังการเสริมจมูกควรทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบตามที่แพทย์กำหนด
  • หลังการเสริมจมูกควรทำความสะอาดแผลด้วยวิธีที่ถูกต้อง ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยการใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดรอบๆ แผลผ่าตัดเบาๆ หลีกเลี่ยงการแคะหรือถูแรงๆ
  • หลังการเสริมจมูกควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละอองและเชื้อโรคสูง เช่น ตลาด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะสูง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • หลังการเสริมจมูกควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามผล ดูความเรียบร้อยของแผล และสอบถามปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

 

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการเสริมจมูก

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยจากการเสริมจมูก

  • อาการบวมและช้ำ
    เป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด มักลดลงภายใน 1-2 สัปดาห์
  • เลือดออกทางจมูก
    อาจมีเลือดออกเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรกหลังผ่าตัด แต่หากเลือดไหลไม่หยุดควรรีบพบแพทย์
  • จมูกเบี้ยว หรือเอียง
    อาจเกิดจากโครงสร้างจมูกที่อ่อนแอหรือกระดูกอ่อนที่ไม่ได้รับการปรับแต่งอย่างเหมาะสม
  • ติดเชื้อ
    อาจเกิดขึ้นหากดูแลแผลไม่ดี หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก อาการที่พบคือบวมแดง มีหนอง หรือปวดมากขึ้น
  • ผิวหนังบางหรือทะลุ
    หากใช้ซิลิโคนที่แข็งเกินไปหรือวางตำแหน่งผิดพลาด อาจทำให้ผิวหนังจมูกบางลงและเสี่ยงต่อการทะลุ
  • อักเสบเรื้อรัง
    เกิดจากร่างกายไม่ตอบสนองต่อวัสดุที่ใช้เสริม อาจทำให้เกิดอาการบวมแดงและต้องนำวัสดุออก
  • สูญเสียความรู้สึกบริเวณจมูก
    อาจเกิดจากเส้นประสาทได้รับผลกระทบจากการผ่าตัด มักฟื้นตัวเองได้ภายใน 3-6 เดือน

 

วิธีป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว รวมทั้งอาการที่ควรไปพบแพทย์ทันที

วิธีป้องกันความเสี่ยง

  • เลือกศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์และได้รับการรับรอง
    ควรศึกษาประวัติของแพทย์และดูรีวิวก่อนตัดสินใจ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
    ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด
  • งดพฤติกรรมเสี่ยง
    หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและหลังการผ่าตัดเสริมจมูก
  • รักษาความสะอาดของแผล
    ทำความสะอาดแผลตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ป้องกันการกระแทกและแรงกดทับ
    ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหรือใส่แว่นที่กดบนสันจมูกในช่วงแรกหลังผ่าตัด

 

อาการที่เมื่อเป็นเมื่อไรควรพบแพทย์เพื่อทำการแก้ไขโดยทันที

  • มีอาการปวดรุนแรงหลังการเสริมจมูกที่ไม่บรรเทาลงหลังจากรับประทานยา
  • มีเลือดออกจากจมูกมากผิดปกติหรือไม่หยุดไหล
  • จมูกบวมแดงมากขึ้นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • มีหนองหรือของเหลวผิดปกติออกจากแผล
  • มีไข้สูงหรืออาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • จมูกมีลักษณะผิดรูป เบี้ยว หรือซิลิโคนเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง

 

การแก้จมูกในกรณีที่ผ่าตัดแล้วให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

ในบางกรณี ผลลัพธ์ของการเสริมจมูกอาจไม่ตรงกับความคาดหวัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งการแก้จมูกต้องทำโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการศัลยกรรมแก้ไข

 

สาเหตุที่ต้องต้องทำการแก้จมูก

  • จมูกเบี้ยว เอียง หรือไม่สมมาตร
  • ซิลิโคนหรือกระดูกอ่อนทะลุออกมาทางผิวหนัง
  • ปลายจมูกไม่เป็นธรรมชาติ หรือแข็งทื่อเกินไป
  • มีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ มีหนองไหลไม่หยุด หรืออักเสบเรื้อรัง

 

ระยะเวลาที่ควรแก้จมูก

  • หากมีปัญหาทันทีหลังผ่าตัดเสริมจมูกเช่น ซิลิโคนทะลุหรืออักเสบรุนแรง อาจต้องแก้ไขทันที
  • หากเป็นกรณีจมูกเบี้ยว หรือไม่สมดุล ควรรอให้แผลหายและเนื้อเยื่อเข้าที่ก่อนประมาณ 6-12 เดือน เป็นต้นไปก่อนทำการแก้ไข

 

ขั้นตอนการแก้จมูก

  • นำซิลิโคนหรือวัสดุเดิมออก และปล่อยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวก่อนเสริมใหม่
  • ปรับโครงสร้างจมูกให้แข็งแรงขึ้นโดยใช้กระดูกอ่อนจากร่างกาย หรือวัสดุที่เหมาะสม
  • เย็บและปรับแต่งปลายจมูกใหม่ให้เหมาะกับใบหน้า

 

การเลือกการเสริมจมูกแบบปิดหรือแบบเปิดขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกของแต่ละคน หากต้องการเพียงเสริมจมูกให้โด่งขึ้นและไม่ต้องการแก้ไขโครงสร้างมาก การเสริมจมูกแบบปิดอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการแก้ไขโครงสร้างจมูกอย่างละเอียดและต้องการให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ การเสริมจมูกแบบเปิดจะตอบโจทย์มากกว่า

ก่อนตัดสินใจ ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างจมูกและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับรูปหน้าและทรงจมูกเดิมเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีและเป็นธรรมชาติที่สุด

หากคุณกำลังมองหาคลินิกเสริมจมูกที่มีมาตรฐาน APS Clinic เป็นคลินิกศัลยกรรมที่ตอบโจทย์ในการรักษา ทั้งสถานที่ แพทย์ผู้มากความสามารถ การรักษาที่ครบถ้วนและตรงตามความต้องการสามารถปรึกษาก่อนทำการรักษาได้ทุกช่องทางออนไลน์ของ APS Clinic

» Switch Languages