ปัญหาหลังผ่าตัดแปลงเพศเทคนิคต่อกราฟ มีอะไรบ้าง? สังเกตุอย่างไรให้รู้ทันอาการ

ปัญหาหลังผ่าตัดแปลงเพศเทคนิคต่อกราฟ

การผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง เป็นการผ่าตัดที่มีรายละเอียดซับซ้อน เพราะนอกจากการตกแต่งอวัยวะเพศภายนอกให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงอวัยวะเพศหญิงแล้ว ยังอาจรวมถึงการสร้างช่องคลอดใหม่ ให้มีความกว้างและความลึกที่เหมาะสมต่อการใช้งาน

หนึ่งในเทคนิคที่นำมาใช้ในผู้ที่มีเนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะเพศไม่เพียงพอสำหรับสร้างช่องคลอด คือ เทคนิคต่อกราฟ (Skin Graft Vaginoplasty) ซึ่งเป็นการนำผิวหนังจากบริเวณอื่นของร่างกายมาใช้เพิ่มเติมในการสร้างหรือเพิ่มความลึกของช่องคลอด

ถึงแม้ว่าการใช้ Skin Graft จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการผ่าตัด แต่เนื่องจากเนื้อเยื่อที่นำมาต่อจำเป็นต้องเกิดกระบวนการติดของกราฟและสมานเข้ากับบริเวณที่รับกราฟ จึงมีประเด็นหลังผ่าตัดบางอย่างที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นแผลแยก การติดเชื้อ กราฟติดไม่สมบูรณ์ การเกิดเนื้อเยื่อแกรนูเลชัน ไปจนถึงช่องคลอดตีบหรือสูญเสียความลึก โดยความเสี่ยงและความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดด้วย

บทความนี้ APS Clinic จะพาไปทำความเข้าใจว่า ปัญหาหลังผ่าตัดแปลงเพศเทคนิคต่อกราฟมีอะไรบ้าง เกิดจากอะไร และอาการแบบไหนควรกลับมาพบแพทย์ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองหลังผ่าตัดได้อย่างเหมาะสม

เทคนิคต่อกราฟิกในรูปแบบต่างๆ?
เทคนิคต่อกราฟิกในรูปแบบต่างๆ?

เทคนิคต่อกราฟในการผ่าตัดแปลงเพศ คืออะไร?

การผ่าตัดสร้างช่องคลอดสามารถทำได้หลายเทคนิค โดยหนึ่งในเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลายคือ Skin Graft ซึ่งเป็นการนำผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศเดิมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของผนังช่องคลอดใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับการผ่าตัดแต่ละคนมีปริมาณเนื้อเยื่อไม่เท่ากัน

ในกรณีที่เนื้อเยื่อเดิมมีไม่เพียงพอ ศัลยแพทย์อาจพิจารณาใช้ Skin Graft หรือกราฟผิวหนัง จากบริเวณอื่นของร่างกายมาเสริม เพื่อช่วยให้สามารถสร้างช่องคลอดได้ตามแผนการผ่าตัด

กราฟที่นำมาต่อจำเป็นต้องสามารถยึดติดกับเนื้อเยื่อบริเวณที่รับกราฟและได้รับสารอาหารจากเนื้อเยื่อโดยรอบในช่วงการสมานแผล ดังนั้นช่วงหลังผ่าตัดจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากกระบวนการติดของกราฟไม่สมบูรณ์ อาจเกิดการสูญเสียกราฟบางส่วนหรือทั้งหมดได้

ขั้นตอนการดำเนินการแปลงเทคนิคเทคนิคต่อกราฟิกนั้น
ขั้นตอนการดำเนินการแปลงเทคนิคเทคนิคต่อกราฟิกนั้น

ปัญหาหลังผ่าตัดแปลงเพศเทคนิคต่อกราฟที่อาจพบได้

ภาวะแทรกซ้อนสามารถแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็นปัญหาระยะแรก เช่น เลือดออก แผลแยก การติดเชื้อหรือปัญหาของกราฟ และปัญหาระยะหลัง เช่น ช่องคลอดตีบ สูญเสียความลึก รูเชื่อมผิดปกติ หรือช่องคลอดหย่อน โดยระยะเวลาที่เกิดอาการแตกต่างกันออกไป

 

1. กราฟติดไม่สมบูรณ์ หรือ Skin Graft Loss

สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในเทคนิคต่อกราฟ คือ กราฟไม่ติดหรือสูญเสียกราฟ (Graft Loss)

หลังจากนำผิวหนังไปวางในตำแหน่งใหม่ ร่างกายต้องสร้างกระบวนการเชื่อมต่อและหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อหากกราฟบางส่วนไม่สามารถติดกับพื้นผิวที่รับกราฟได้อย่างเหมาะสม เนื้อเยื่อส่วนนั้นอาจขาดเลือดและเกิดการตายของเนื้อเยื่อได้

อาจเป็นได้ทั้งการสูญเสียกราฟบางส่วน และเกิดความเสียหายในพื้นที่กว้าง ที่อาจส่งผลต่อการสมานของช่องคลอดใหม่และเพิ่มโอกาสเกิดพังผืดหรือช่องคลอดตีบตามมาได้

ซึ่งการที่กราฟติดเพียงบางส่วนหรือไม่ติดสามารถนำไปสู่ Graft Necrosis และบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขหรือทำกราฟใหม่ ขึ้นอยู่กับขอบเขตของปัญหาและภาวะที่เกิดขึ้น

 

2. แผลแยกหรือแผลสมานช้า

Wound Dehiscence หรือภาวะแผลแยก เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบได้โดยเฉพาะบริเวณที่มีแรงตึงของแผลหรือบริเวณรอยต่อของเนื้อเยื่อ

อาการอาจเริ่มจากรอยแผลเปิดเล็ก ๆ มีของเหลวซึม หรือเห็นแนวแผลแยกออกจากกัน ในบางกรณีสามารถรักษาด้วยการดูแลแผลและปล่อยให้เนื้อเยื่อสมานจากด้านใน แต่แผลที่มีขนาดใหญ่ มีเนื้อตาย หรือสงสัยการติดเชื้อจำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยศัลยแพทย์

ภาวะแผลแยก เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่พบได้ และแนวทางรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง ตั้งแต่การดูแลแผลไปจนถึงการกำจัดเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว หรือการปิดแผลเพิ่มเติมในบางกรณี

 

3. การติดเชื้อหลังผ่าตัด

การผ่าตัดสร้างช่องคลอดเป็นการผ่าตัดบริเวณที่อยู่ใกล้ระบบทางเดินปัสสาวะและทวารหนัก จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดและการติดตามแผลหลังผ่าตัด

อาการที่อาจทำให้สงสัยการติดเชื้อ ได้แก่

  • มีไข้หรือหนาวสั่น
  • ปวดแผลเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  • บวม แดง หรือร้อนมากขึ้น
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่งผิดปกติ
  • มีกลิ่นผิดปกติร่วมกับอาการอื่น
  • รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการทางระบบ

หากศัลยแพทย์สงสัยว่ามีฝีหรือการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน อาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วย CT หรือการตรวจอื่นตามความเหมาะสม ไม่ควรวินิจฉัยจากลักษณะของสารคัดหลั่งเพียงอย่างเดียว

 

4. เนื้อเยื่อ Granulation Tissue หรือการสมานแผล

หลังผ่าตัดอาจเกิดกระบวนการสมานแผล โดยอาจมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อแดง ชื้น ระคายเคืองง่าย หรือมีเลือดออกเมื่อสัมผัส

Granulation Tissue หรือการสมานแผล อาจทำให้มีอาการเจ็บขณะขยายช่องคลอด มีเลือดติดอุปกรณ์ ขยายช่องคลอดหรือมีสารคัดหลั่งมากขึ้นได้

หากรบกวนการขยายช่องคลอดหรือไม่หายตามระยะเวลาที่เหมาะสม ควรปรึกษาศัลยแพทย์และเลือกวิธีดูแลตามตำแหน่งและความรุนแรง เพราะการปล่อยให้มีอาการเจ็บจนไม่สามารถขยายช่องคลอดได้อย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงของช่องคลอดตีบในระยะยาวได้

 

5. ช่องคลอดตีบ หรือ Neovaginal Stenosis

หนึ่งในปัญหาระยะยาวที่สำคัญหลังการสร้างช่องคลอดคือ Neovaginal Stenosis หรือช่องคลอดใหม่ตีบแคบ ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งบริเวณปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด

อาการที่อาจพบ เช่น

  • ใส่อุปกรณ์ขยายช่องคลอดได้ยากกว่าเดิม
  • ต้องใช้อุปกรณ์ขยายช่องคลอดขนาดเล็กลง
  • รู้สึกว่าช่องคลอดแคบลง
  • ความลึกของช่องคลอดลดลง
  • เจ็บหรือรู้สึกติดขัดขณะขยายช่องคลอด
  • ไม่สามารถใส่อุปกรณ์ขยายช่องคลอดได้ถึงระดับความลึกเดิม

สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรฝืนขยายช่องคลอดด้วยแรงมากผิดปกติ เพราะหากมีพังผืดหรือมีปัญหาภายใน การฝืนอาจทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บได้ ควรให้ศัลยแพทย์ประเมินสาเหตุก่อน

ในผู้ที่มีการตีบเฉพาะบางตำแหน่งอาจมีแนวทางแก้ไขเฉพาะจุด อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดสร้างช่องคลอดใหม่ด้วยเทคนิค Revision Vaginoplasty

 

6. ความลึกของช่องคลอดลดลง

ภาวะ Loss of Vaginal Depth มีความเกี่ยวข้องกับช่องคลอดตีบ แต่ไม่ใช่ปัญหาเดียวกันเสมอไป

ผู้เข้ารับการผ่าตัดบางรายอาจสังเกตว่าไม่สามารถขยายช่องคลอดได้ลึกเท่าเดิม ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับการ

  • หดตัวของแผล 
  • พังผืด 
  • การสูญเสียกราฟ 
  • การตีบภายในช่องคลอด

หากเริ่มพบว่าความลึกลดลงอย่างต่อเนื่อง ควรกลับไปพบศัลยแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก เนื่องจากการประเมินและจัดการเร็วอาจช่วยป้องกันการเกิดพังผืดที่รุนแรงขึ้นได้

 

7. มีเลือดออกหลังผ่าตัด

เลือดหรือของเหลวจากแผลจำนวนเล็กน้อยอาจพบได้ในกระบวนการฟื้นตัวตามระยะเวลา แต่หากมี

  • เลือดออกมากขึ้นอย่างรวดเร็ว 
  • เลือดสดไม่หยุด 
  • มีลิ่มเลือดจำนวนมาก 
  • มีอาการหน้ามืด 
  • ใจสั่น 
  • อ่อนเพลียผิดปกติ 

ควรได้รับการประเมินทันที

ภาวะเลือดออกและ Hematoma หรือก้อนเลือดคั่งเป็นภาวะแทรกซ้อนระยะแรกที่สามารถเกิดขึ้นได้หลัง Vaginoplasty

 

8. ปัญหาการปัสสาวะ

หลังผ่าตัดอาจมีอาการบวมบริเวณท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไม่สะดวก ปัสสาวะกระจาย หรือในบางรายอาจเกิดภาวะปัสสาวะไม่ออกชั่วคราวจากอาการบวมหรือการรบกวนเส้นประสาทชั่วคราวสามารถพบได้ และอาจต้องใส่สายสวนปัสสาวะต่อในบางกรณี

หากมีอาการปัสสาวะไม่ออก ปวดท้องน้อยมาก ปัสสาวะมีเลือดผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรติดต่อศัลยแพทย์เพื่อทำการประเมิน

 

9. Rectovaginal Fistula หรือรูเชื่อมระหว่างลำไส้ตรงกับช่องคลอด

ภาวะนี้พบไม่บ่อยแต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากบริเวณที่สร้างช่องคลอดใหม่อยู่ใกล้กับลำไส้ตรง หากเกิดการบาดเจ็บของปลายลำไส้ที่อยู่ใกล้กับทวารหนัก ระหว่างผ่าตัดหรือเกิดปัญหาของแผลในภายหลัง อาจนำไปสู่การผิดปกติของลำไส้กับช่องคลอดใหม่ได้

อาการที่ควรสงสัยว่าจะพบภาวะนี้คือ 

  • มีลมหรืออุจจาระออกทางช่องคลอดใหม่ 
  • มีสารคัดหลั่งผิดปกติ 
  • การติดเชื้อซ้ำ 
  • มีอาการผิดปกติบริเวณแผลร่วมด้วย

โดยภาวะนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างดีและละเอียด บางกรณีอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพิ่มเติม

หากสงสัยภาวะนี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรติดต่อโรงพยาบาลหรือศัลยแพทย์ทันที

 

10. มีเส้นขนภายในช่องคลอด

หากมีการนำผิวหนังในบริเวณที่มีขน หรือผมมาใช้สร้างช่องคลอด อาจมีโอกาสพบเส้นขนภายในช่องคลอดใหม่ได้

ปัญหาไม่ได้มีเพียงด้านความรู้สึกหรือความสวยงามเท่านั้น แต่เส้นขนที่อยู่ลึกอาจสะสมสิ่งคัดหลั่งและเศษเซลล์ต่าง ๆ จนทำให้ดูแลความสะอาดได้ยากขึ้น

การวางแผนกำจัดขนในบริเวณผิวหนังที่จะถูกนำไปสร้างช่องคลอดจึงเป็นเรื่องที่ควรประเมิน และพูดคุยกันก่อนการผ่าตัดแปลงเพศ

 

ทำไมการการขยายช่องคลอดหลังผ่าตัดแปลงเพศจึงสำคัญ?

หลังสร้างช่องคลอดใหม่ ร่างกายจะเกิดกระบวนการสมานแผลและสร้างพังผืดตามธรรมชาติ การขยายช่องคลอดตามแผนที่ศัลยแพทย์กำหนดจึงมีบทบาทในการช่วยรักษาความกว้างและความลึกของช่องคลอด

ที่สำคัญตารางขยายช่องคลอดไม่ควรนำของบุคคลอื่นมาใช้กับตัวเองโดยตรง เพราะ

  • ช่วงเวลา 
  • ความถี่ 
  • ขนาดของอุปกรณ์ขยายช่องคลอด
  • ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละครั้ง

อาจแตกต่างกันตามเทคนิคการผ่าตัด สภาพแผลและการประเมินของศัลยแพทย์

หากมีอาการเจ็บมาก เลือดออกผิดปกติ หรือรู้สึกว่าอุปกรณ์ขยายช่องคลอดติดและไม่สามารถผ่านตำแหน่งเดิมได้ ไม่ควรเพิ่มแรงเพื่อพยายามดันผ่าน แต่ควรกลับมาประเมินกับศัลยแพทย์ว่าเกิดจากแผล อะไร ซึ่งสามารถเป็นได้หลายกรณีทั้งพังผืด กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือการตีบของช่องคลอด

อะไรควรรีบกลับมาพบรีวิว?
สัญญาณแบบไหนควรรีบกลับมาพบศัลยแพทย์?

สัญญาณแบบไหนควรรีบกลับมาพบศัลยแพทย์?

หลังผ่าตัดแปลงเพศ สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่างอาการที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการฟื้นตัวกับสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน

ควรติดต่อศัลยแพทย์หรือสถานพยาบาลโดยเร็ว หากพบอาการ เช่น 

  • มีไข้สูง
  • หนาวสั่น 
  • แผลบวมแดง
  • ปวด
  • มีเลือดออกมากหรือไม่หยุด
  • มีกลิ่นผิดปกติร่วมกับไข้หรืออาการป่วย 
  • มีเนื้อเยื่อเปลี่ยนสีผิดปกติ 
  • ปัสสาวะไม่ออก 
  • มีอุจจาระหรือลมออกทางช่องคลอด 
  • มีอาการเจ็บรุนแรงผิดปกติ

หากมีเลือดออกมาก 

  • หน้ามืด 
  • เป็นลม 
  • หายใจลำบาก 
  • เจ็บหน้าอก 
  • มีอาการที่อาจเป็นภาวะฉุกเฉิน 

ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉินทันที

 

ปัญหาหลังต่อกราฟ แก้ไขได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับว่า ปัญหาเกิดจากอะไร อยู่บริเวณไหน และมีความรุนแรงมากเพียงใด

บางปัญหา เช่น แผลขนาดเล็ก หรือปัญหาการขยายตัวของช่องคลอดอาจสามารถดูแลโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แต่หากมีพังผืดรุนแรง ช่องคลอดตีบมาก สูญเสียความลึก กราฟเสียหายเป็นบริเวณกว้าง อาจจำเป็นต้องพิจารณาการผ่าตัดแก้ไข

ในปัจจุบัน การแก้ไขแปลงเพศมีหลายแนวทาง เช่น การใช้ Skin Graft เพิ่มเติม หรือการใช้เนื้อเยื่อลำไส้ในคนไข้ผู้เข้ารับบริการบางกลุ่ม แต่ไม่มีเทคนิคใดเหมาะกับคนไข้ผู้เข้ารับบริการทุกคน 

การเลือกวิธีจึงต้องพิจารณาจาก

  • กายวิภาคเดิม
  • ประวัติการผ่าตัด
  • ปริมาณและคุณภาพของเนื้อเยื่อ 
  • ตำแหน่งพังผืด 
  • ความลึกที่เหลืออยู่ 
  • เป้าหมายของผู้รับการรักษา

ที่สำคัญ การผ่าตัดแก้ไขแปลงเพศ ยังมีความซับซ้อนแตกต่างจากการผ่าตัดครั้งแรก เนื่องจากอาจมีพังผืดและกายวิภาคที่เปลี่ยนแปลงไปจากการผ่าตัดเดิม การผ่าตัดซ้ำในบริเวณดังกล่าวจึงต้องคำนึงถึงอวัยวะข้างเคียงด้วย

ดูแลอย่างไรต่อโอกาสหลัง?
ดูแลอย่างไรต่อโอกาสหลัง?

ดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาหลังผ่าตัด?

การดูแลหลังผ่าตัดควรยึดคำแนะนำของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเป็นหลัก เนื่องจากรายละเอียดแตกต่างกันตามเทคนิคและสภาพแผลของแต่ละคน ได้แก่ 

  • ดูแลแผลและรักษาความสะอาดตามคำแนะนำ 
  • ใช้ยาตามแพทย์สั่ง 
  • ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาอื่นมาใช้เอง
  • ขยายช่องคลอดตามตารางและเทคนิคที่ได้รับ 
  • หลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดหรือใช้แรงเกินกว่าที่ศัลยแพทย์แนะนำ 
  • ตรวจติดตามตามนัด

การติดตามหลังผ่าตัดมีความสำคัญ เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนบางชนิดสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ยังมีอาการไม่มาก และปัญหาบางอย่างเช่น การตีบหรือความลึกที่เริ่มลดลง อาจมีโอกาสจัดการได้ง่ายกว่าหากได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก

 

เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว แต่มีปัญหา ควรเริ่มต้นอย่างไร?

สำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดแปลงเพศด้วยเทคนิคต่อกราฟหรือเทคนิคอื่นมาแล้ว และกำลังมีปัญหา เช่น ช่องคลอดเริ่มตีบ ความลึกลดลง ขยายช่องคลอดยาก มีอาการเจ็บเรื้อรัง แผลไม่สมาน มีพังผืด หรือไม่แน่ใจว่ากราฟติดสมบูรณ์หรือไม่ สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรรีบสรุปว่าจำเป็นต้องผ่าตัดใหม่ทันที

ควรเป็นการตรวจประเมินกายวิภาคและหาสาเหตุของปัญหาให้ชัดเจน รวมถึงทบทวนรายละเอียดของการผ่าตัดเดิม หากมีเอกสารการผ่าตัดเดิมควรนำมาให้ศัลยแพทย์พิจารณาร่วมด้วย

ศัลยแพทย์จะประเมินอย่างละเอียดทั้งบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ปากช่องคลอด ความกว้างและความลึกของช่องคลอด ตำแหน่งของพังผืด คุณภาพของเนื้อเยื่อ ตลอดจนระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะข้างเคียงตามอาการ ในกรณีที่สงสัยภาวะแทรกซ้อนภายใน อาจมีการตรวจด้วย CT, MRI หรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม

 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาหลังผ่าตัดแปลงเพศเทคนิคต่อกราฟ

ต่อกราฟแล้วกราฟไม่ติด ดูอย่างไร?

  • อาจมีแผลสมานผิดปกติ เนื้อเยื่อบางส่วนหลุดหรือเปลี่ยนแปลง มีสารคัดหลั่ง หรือภายหลังเกิดพังผืดและความลึกลดลง 

ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตัวเอง เพราะลักษณะของแผลในช่วงสมานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรให้ศัลยแพทย์ผู้ดูแลตรวจโดยตรง

 

หลังแปลงเพศ Dilate แล้วเจ็บ เป็นเรื่องปกติหรือไม่?

  • อาการตึงแผลหรือไม่สบายอาจเกิดขึ้นได้ตามระยะการฟื้นตัว แต่หากเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเลือดออกผิดปกติ หรือขยายช่องคลอดไม่เหมือนเดิม ควรพบศัลยแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เช่น พังผืด การตีบ หรือปัญหาของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

 

ช่องคลอดเริ่มตีบหลังแปลงเพศ สามารถแก้ได้หรือไม่?

  • มีแนวทางดูแลได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรง ตั้งแต่การจัดการสาเหตุที่ทำให้ขยายช่องคลอดได้ยากไปจนถึงการผ่าตัดแก้ไขแปลงเพศในกรณีที่เกิดการตีบรุนแรงหรือสูญเสียความลึกมาก

 

เคยผ่าตัดจากที่อื่น สามารถตรวจเพื่อวางแผนแก้ไขได้หรือไม่?

  • การประเมินแก้ไขแปลงเพศ ควรเริ่มจากการตรวจสภาพเนื้อเยื่อและกายวิภาคหลังผ่าตัดในปัจจุบัน รวมถึงประวัติและเทคนิคที่เคยได้รับ หากมีเอกสารการผ่าตัดเดิมควรนำมาประกอบการประเมินเพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถวางแผนได้ละเอียดขึ้น

Get in Touch

» Switch Languages