การทำศัลยกรรมความงามในปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเสริมจมูกเทคนิคต่างๆ ศัลยกรรมตาสองชั้น ศัลยกรรมเสริมหน้าอก หรือศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า ผู้คนจำนวนมากต่างต้องการผลลัพธ์ที่สวยงาม ปลอดภัย และดูเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกันทั้งนั้น ก่อนจะเริ่มลงมือหรือตัดสินใจในการทำศัลยกรรม ผู้คนก็มักจะพุ่งเป้าไปที่รูปทรง หรือปัญหาที่จะแก้ไข รวมทั้งจุดบกพร่องของตัวเองที่อยากจะแก้ไขกันทั้งนั้น แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้ามในการทำศัลยกรรมคือ การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางในการดูแลการทำศัลยกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของการผ่าตัดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินใบหน้า ความเหมาะสมในการทำศัลยกรรม การเลือกเทคนิคในการทำ ไปจนถึงการดูแลหลังการทำ การเลือกศัลยแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจมากที่สุด

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางคือใคร?
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Plastic Surgery) คือแพทย์ที่ผ่านการศึกษาทางแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาทางการแพทย์เฉพาะทางที่มุ่งเน้นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้างของร่างกาย ทั้งในด้านการเสริมสร้างและความงาม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติ และมีรูปลักษณ์ที่สวยงามกลมกลืนตามธรรมชาติ ซึ่งดำเนินการโดยแพทย์ ซึ่งจะเรียกแพทย์ที่ผ่านการศึกษาด้านนี้ว่า ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง โดยหลังจากจบการศึกษา แพทย์จะต้องได้รับวุฒิบัตรในสาขาศัลยกรรมตกแต่งจากแพทยสภา และระหว่างการศึกษาจะต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมในหลักสูตรเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งนาน 4-5 ปี มีทักษะครอบคลุมทั้งด้านความงาม (Aesthetic Surgery) และการแก้ไขความผิดปกติ (Reconstructive Surgery)

ศัลยกรรมตกแต่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก
1. ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการเสริมสร้างและฟื้นฟู (Reconstructive Surgery)
เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาความผิดปกติของร่างกาย ไม่ว่าจะเกิดจาก ความพิการแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การเผาไหม้ โรคเนื้องอก หรือมะเร็ง จุดมุ่งหมายคือการฟื้นฟูให้ผู้ป่วยสามารถใช้อวัยวะนั้นได้ใกล้เคียงกับสภาพปกติมากที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
2. ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงาม (Aesthetic/Cosmetic Surgery)
เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้สวยงามยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่พึงพอใจในอวัยวะเดิม เช่น การเสริมจมูก ทำตาสองชั้น เสริมคาง เสริมหน้าอก ลดริ้วรอย หรือยกกระชับใบหน้า เพื่อเพิ่มความมั่นใจและส่งเสริมบุคลิกภาพ

บทบาทของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ผ่าตัดเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในด้าน การสอน การวิจัย และโครงการด้านมนุษยธรรม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ และช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
ขอบเขตการดูแลในศัลยศาสตร์ตกแต่ง
ศัลยศาสตร์ตกแต่งครอบคลุมการดูแลรักษาผู้ป่วยในหลายด้าน เช่น
- แก้ไขความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ หรือใบหน้าผิดรูป
- ดูแลผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก
- ศัลยกรรมมือจากอุบัติเหตุในโรงงานหรือสถานที่ก่อสร้าง
- รักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ศีรษะและลำคอ
- ฟื้นฟูผู้ประสบอุบัติเหตุที่มีบาดแผลหรือกระดูกใบหน้าหัก
- การย้ายเนื้อเยื่อเพื่อปิดแผลหรือสร้างอวัยวะใหม่
- การเชื่อมต่อเส้นเลือดและเส้นประสาทด้วยกล้องจุลทรรศน์
- และการผ่าตัดเพื่อความงามในทุกมิติ
การฝึกอบรมของศัลยแพทย์ตกแต่ง
แพทย์ที่จะได้รับวุฒิบัตรด้านศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทางจากแพทยสภา จะต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างครบถ้วนตามหลักสูตรที่แพทย์สภากำหนด ครอบคลุมทั้งหมด ทั้งด้านการฟื้นฟูและความงาม เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด
สาขาย่อยในศัลยศาสตร์ตกแต่ง (7 สาขาวิชา)
- ศัลยกรรมแก้ไขความพิการแต่กำเนิด
เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ โครงสร้างใบหน้าผิดรูปแต่กำเนิด - ศัลยกรรมมือ
ดูแลผู้ที่ประสบอุบัติเหตุที่มือจากโรงงาน เครื่องจักร หรืออุบัติเหตุอื่นๆ - ศัลยกรรมไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ดูแลแผลไฟไหม้ การปลูกถ่ายผิวหนัง และการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของอวัยวะ - ศัลยกรรมมะเร็งบริเวณใบหน้าและลำคอ
เช่น การผ่าตัดก้อนมะเร็งและการตกแต่งใบหน้าให้กลับมาดูใกล้เคียงปกติ - ศัลยกรรมอุบัติเหตุใบหน้าและกระดูกหัก
เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ส่งผลต่อกระดูกใบหน้า - จุลศัลยกรรม (Microsurgery)
เช่น การต่อนิ้วมือ เส้นเลือด หรือเส้นประสาท ด้วยเทคนิคที่แม่นยำสูง - ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงาม
เช่น การศัลยกรรมจมูก ใบหน้า หน้าอก และรูปร่าง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

เหตุผลสำคัญที่ควรเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง
1. ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะมีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคและเทคนิคการผ่าตัด
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางมีความรู้ลึกเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด และเนื้อเยื่อต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ และเชิงลึก ซึ่งจำเป็นต่อการผ่าตัดศัลยกรรมที่แม่นยำและปลอดภัย รวมทั้งยังสามารถวางแผนและเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม
2. หากทำการรักษาโดยศัลยตกแต่งแพทย์เฉพาะทาง จะสามารถลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการศัลยกรรมได้
การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น เลือดออก แผลติดเชื้อ พังผืดหดรั้ง หรือรูปทรงผิดปกติ อีกทั้งยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินขณะผ่าตัดได้เป็นอย่างดีโดยไม่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไข้ผู้เข้ารับบริการ
3. หากได้รับการดูแลโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่น่าพึงพอใจ ในการรักษาครั้งแรก
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะมีทักษะในการออกแบบใบหน้า โครงสร้าง และร่างกายให้เข้ากับสัดส่วนต่างๆ ของแต่ละบุคคล ไม่เพียงให้ความสวยงามแต่ยังให้ผลลัพธ์ที่เป็นที่น่าพึงพอใจ เนื่องจากการทำศัลยกรรมจะอยู่ภายใต้ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของโครงสร้างเดิม โดยขั้นตอนนี้จะเป็นสิ่งที่ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ได้พูดคุยและให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำปรึกษา
4. หากได้รับการดูแลโดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง จะลดความเสี่ยงอันตราย
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางมักประกอบวิชาชีพภายใต้คลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีเครื่องมือทันสมัย มีสถานที่ปลอดเชื้อ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา
5. ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะมีจรรยาบรรณวิชาชีพและให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะให้คำแนะนำที่เหมาะสมในเหตุผล ไม่เกินจริง พร้อมชี้แจงความเสี่ยงและผลข้างเคียงอย่างชัดเจนและความเป็นไปได้ภายใต้ข้อแม้อันหมายถึงโครงสร้างของใบหน้าเดิม เพื่อให้คนไข้ผู้เข้ารับบริการตัดสินใจในการเข้ารับบริการด้วยความเข้าใจ
ความปลอดภัยของผู้รับบริการ คือหัวใจสำคัญสูงสุดของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง
ความปลอดภัยของผู้ป่วยและผู้รับบริการศัลยกรรมความงาม ถือเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ต้องได้รับการคำนึงถึงในทุกขั้นตอนของการรักษา ทั้งนี้ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนานาชาติ (ISAPS – International Society of Aesthetic Plastic Surgery) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกด้านศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงาม ได้เน้นย้ำอย่างต่อเนื่องถึงความสำคัญของความปลอดภัยแก่สมาชิก ซึ่งล้วนเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นทางการ
ISAPS กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เน้น การลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงโดยเน้นย้ำปัจจัยหลัก 4 ประการ ที่ศัลยแพทย์และสถานพยาบาลควรยึดถือ
1. การเลือกประเภทหัตถการหรือการผ่าตัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
การวางแผนการรักษาต้องสอดคล้องกับสภาพร่างกาย ความต้องการ และความเหมาะสมของผู้ป่วยอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกหัตถการที่เกินขอบเขตความจำเป็นหรือเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัว
2. สุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยต้องพร้อมสำหรับการรักษา
ผู้เข้ารับบริการจะต้องได้รับการประเมินทั้งในด้านร่างกายและจิตใจอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรับการผ่าตัดหรือหัตถการได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
3. ศัลยแพทย์ต้องมีความชำนาญและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง
ผู้ที่ดำเนินการรักษาจะต้องเป็น ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน และได้รับใบประกอบวิชาชีพจากหน่วยงานรัฐที่เชื่อถือได้ เพื่อความมั่นใจในทักษะและความปลอดภัย
4. สถานพยาบาลต้องได้มาตรฐาน พร้อมดูแลกรณีฉุกเฉิน
คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ให้บริการศัลยกรรมจะต้องมีระบบความปลอดภัย เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม พร้อมรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ทันท่วงที
ทำไมการเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจึงสำคัญ?
หลายท่านอาจเคยได้ยินคำว่า “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” หรือ “ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง” แล้วเกิดความสงสัยในสองคำนี้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร? แล้วหากต้องเลือกทำศัลยกรรม เราควรเลือกแพทย์ ในการทำศัลยกรรมแบบไหนถึงจะไม่เสี่ยงอันตรายและผลข้างเคียงมากที่สุด
“ผู้เชี่ยวชาญ” คือ
คำว่า “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” เป็นคำที่พบได้ทั่วไปในโฆษณาศัลยกรรมความงาม ซึ่งอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นศัลยแพทย์เฉพาะทางจริงๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์บางท่านอาจไม่ได้ผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง
แพทย์กลุ่มนี้อาจเป็นแพทย์เวชกรรมที่เลือกเรียนหลักสูตรต่างๆที่เป็นการอบรมระยะสั้นเกี่ยวกับศัลยกรรม หรือหัตถการบางประเภท แล้วเปิดคลินิกศัลยกรรมพร้อมโดยใช้การโฆษณาเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าเป็นแพทย์ผู้ “เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” โดยอาจไม่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา ซึ่งแพทย์เหล่านี้เป็นแพทย์จริงๆที่มีเลขว. ตามที่แพทยสภาออกให้แต่ไม่ได้เรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดและผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้มากขึ้น

ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง คือ
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจะต่างจากแพทย์เวชกรรมทั่วไป เนื่องจากศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง คือแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และศึกษาต่อเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งอีก 5-6 ปี โดยต้องผ่านการอบรม ฝึกฝน และปฏิบัติการผ่าตัดจริงอย่างเคร่งครัด ภายใต้การควบคุมของแพทย์อาวุโสในโรงพยาบาลใหญ่
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ เข้าใจระบบโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด และสามารถวางแผนการผ่าตัดได้อย่างละเอียด แม่นยำ ปลอดภัย และให้ผลลัพธ์ที่ดีเข้ากับโครงสร้างใบหน้า และเป็นที่น่าพึงพอใจ
การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงามที่มีความซับซ้อนสูง หรือเป็นกรณีที่จำเป็นต้อง แก้ไขจากการผ่าตัดครั้งก่อน ผู้ทำการผ่าตัดควรเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้าง (Plastic and Reconstructive Surgery) โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงาม
โดยศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางในสาขานี้ต้องผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 3 ถึง 6 ปี ภายหลังจากจบการศึกษาแพทยศาสตร์ และจะต้องมีความรู้ลึกซึ้งทั้งในด้านกายวิภาค เทคนิคการผ่าตัด การฟื้นฟู รวมถึงทักษะการแก้ไขภาวะแทรกซ้อนเฉพาะทาง เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย แม่นยำ และให้ผลลัพธ์ที่สวยงามตามธรรมชาติ
ในประเทศไทย ปัจจุบันมีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาเพียงประมาณ 200 กว่าท่านเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจะเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยประสบการณ์ ความสามารถ ความอดทนและความรับผิดชอบสูงมาก
การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางคือการลงทุนด้านสุขภาพและความงาม
หากกำลังตัดสินใจจะทำศัลยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเสริมจมูก ตาสองชั้น แปลงเพศ ยกกระชับ หรือศัลยกรรมอื่นๆ ควรพิจารณาในการตัดสินใจด้วยองค์ประกอบทั้งหมดให้รอบคอบ อย่าเชื่อเพียงแค่โปรโมชั่นหรือคำโฆษณาที่เขียนขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจ เนื่องจากทุกการทำศัลยกรรมความงามนั้นมีความเสี่ยงซ่อนอยู่เสมอ
ที่ APS Clinic เราเน้นย้ำคุณภาพในการรักษา และใส่ใจให้ไม่เกิดความเสี่ยงมาเป็นลำดับแรก
โดยศัลยแพทย์ที่ APS Clinic ล้วนเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่ได้รับวุฒิบัตรจากแพทยสภา พร้อมด้วยประสบการณ์ผ่าตัดจำนวนมาก และใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ที่ดี มีคุณภาพ ไม่เสี่ยงอันตราย คงทนและยั่งยืน
วิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง
ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมทุกครั้ง คุณสามารถตรวจสอบรายชื่อศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางได้ด้วยตนเองผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ ดังนี้
- เว็บไซต์แพทยสภา: http://www.tmc.or.th/service_check.php
- เว็บไซต์สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย: http://www.plasticsurgery.or.th/lst_name.php
ข้อควรระวังเมื่อเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งที่ไม่ใช่เฉพาะทาง
การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งทั่วไปหรือแพทย์ที่ไม่มีใบวุฒิบัตรเฉพาะทางอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เช่น แผลผิดตำแหน่ง ใบหน้าบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามต้องการ หรือจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขซ้ำ ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต อีกทั้งยังอาจเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขภายหลัง
คำแนะนำสำคัญในการเลือกศัลยแพทย์ตกแต่ง
การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และน่าพึงพอใจ ควรเลือกตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ตรวจสอบวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ของศัลยแพทย์
ควรเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งที่จบการศึกษาจากสถาบันแพทยศาสตร์ที่ได้รับการรับรอง และผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยตรง อีกทั้งควรมีประสบการณ์ในการผ่าตัดอย่างต่อเนื่องและมีผลงานที่พิสูจน์ได้จริง
สามารถตรวจสอบข้อมูลของแพทย์ได้จากเว็บไซต์ของ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย (ThPRS) รวมถึงเว็บไซต์ของคลินิกหรือโรงพยาบาลที่แพทย์ประจำอยู่ เพื่อความมั่นใจว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจริง
2. พิจารณาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ศัลยแพทย์ตกแต่งแต่ละท่านมักมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแตกต่างกัน เช่น ศัลยกรรมใบหน้า ศัลยกรรมจมูก ศัลยกรรมหน้าอก หรือการตกแต่งแผลเป็น ดังนั้นหากคุณมีความต้องการผ่าตัดในด้านใดโดยเฉพาะ ควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ตรงในด้านนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น
3. ขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์จริง
การสอบถามความคิดเห็นจากคนรู้จักที่เคยทำศัลยกรรมมาก่อนสามารถเป็นแนวทางที่ดี โดยเฉพาะหากบุคคลนั้นได้รับผลลัพธ์ที่เป็นที่น่าพึงพอใจ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์การรักษาและการบริการของแพทย์หรือคลินิกนั้น ๆ
4. นัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์โดยตรง
ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ควรมีการนัดพบเพื่อปรึกษากับศัลยแพทย์โดยตรง เพื่อพูดคุยถึงเป้าหมาย ความคาดหวัง และตรวจประเมินสภาพร่างกาย ศัลยแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณโดยเฉพาะ
5. ถามคำถามให้ครบถ้วนเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน
การซักถามข้อมูลในระหว่างการปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรถามให้ละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ระยะเวลาในการฟื้นตัว ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและมีข้อมูลครบถ้วน
หลักเกณฑ์สำคัญเพื่อให้เกิดอันตรายน้อยที่สุดของผู้เข้ารับบริการ
ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องกำหนด เกณฑ์ข้อบังคับและแนวทางมาตรฐาน เพื่อใช้ในการกำกับดูแลการให้บริการศัลยกรรมและหัตถการด้านความงามอย่างรอบด้าน ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลความปลอดภัยของคนไข้ผู้เข้ารับบริการ (Patient Safety) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก
1. คนไข้ผู้เข้ารับบริการ (Patient)
คนไข้ผู้เข้ารับบริการควรมีอายุขั้นต่ำที่ 18-20 ปี และต้องมีสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจที่เหมาะสมกับประเภทของหัตถการที่ต้องการ เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายสามารถรับการรักษาและฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัย
2. แพทย์ผู้ทำหัตถการ (Surgeon)
แพทย์หรือศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ที่ให้บริการต้องเป็นผู้ที่มี ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ โดยต้องได้รับการรับรองวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรจากหน่วยงานราชการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถให้บริการเฉพาะในขอบเขตของความเชี่ยวชาญที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
3. หัตถการ (Procedure)
หัตถการหรือการผ่าตัดที่ดำเนินการต้องเป็นหัตถการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ ไม่ใช่การทดลองหรือการรักษาที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และต้องเลือกใช้กับคนไข้ผู้เข้ารับบริการหรือผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสมตามแต่ละราย
4. สถานพยาบาล (Facility)
สถานพยาบาลหรือคลินิกที่ให้บริการหัตถการจะต้องมี ความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์ เครื่องมือ และบุคลากร โดยต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความสามารถในการดูแลกรณีฉุกเฉิน เช่น การกู้ชีพเบื้องต้น การปฐมพยาบาล และการส่งต่อผู้ป่วยอย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
เนื่องจากการดูแลความปลอดภัยของคนไข้ผู้เข้ารับบริการนั้นไม่ใช่เพียงหน้าที่ของศัลยแพทย์ผู้ดูแลเพียงเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสถานพยาบาล ทีมบุคลากร และระบบที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้การทำศัลยกรรมหรือหัตถการความงามเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยที่สุดภายใต้หลักวิชาชีพที่ถูกต้อง
ดังนั้นการทำศัลยกรรมหนึ่งครั้งจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความงามเพียงเท่านั้น แต่คือการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงจึงทำให้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นอย่างสูงดังนั้นการเลือก ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่แพทยสภารับรอง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
เนื่องจากศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางนั้นมีความรู้ลึกในเชิงลึกด้านกายวิภาค เทคนิคการผ่าตัด ทั้งยังมีประสบการณ์ในการแก้ไขเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในการรักษา รวมถึงสามารถวางแผนผ่าตัดให้สวยงาม คงทน เป็นที่น่าพึงพาใจ ภายใต้โครงสร้างเดิมและความเหมาะสมของคนไข้ผู้เข้ารับบริการแต่ละรายได้เป็นอย่างดี
การเลือกศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพราะเป็นการลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และลดโอกาสในการต้องแก้ไขซ้ำ จึงควรให้ความสำคัญกับคุณวุฒิและประสบการณ์แพทย์ มากกว่าการตัดสินใจจากราคา โปรโมชั่น หรือคำโฆษณา เพราะความปลอดภัยในการทำศัลยกรรมจะต้องมาก่อนเสมอ
